จิตวิญญาณ

  • มารสอบท่านแม่ครูน้อย ตอน…ศิษย์ไม่เข้าหา

    #ศิษย์ไม่เข้าหา #มารขอสอบวัดปัญญาแม่ครูน้อย มารในร่างเงาที่จืดจาง ยืนพิงประตูสำนักที่เงียบเชียบ มองดูทางเข้าที่บัดนี้ไร้ผู้คนสัญจร มีเพียงฝุ่นละอองที่ปลิวว่อน #มารแค่นหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบและบาดลึก) “แม่ครูเจ้าขา… ดูสิคะ บัดนี้ ‘ไม่มีลูกศิษย์คนไหนเข้าหาเลย’ ทุกคนพากันเดินเลี่ยงสำนักนี้ไปราวกับมีโรคระบาด ขนมคำหวานที่แม่ครูเตรียมไว้สอนคนอื่น บัดนี้มันบูดเบี้ยวไม่มีใครอยากชิม… ท่านจะยังทำตัวเป็น ‘เทวดา’ อยู่กลางป่าช้าที่ไร้คนกราบไหว้ได้อีกนานแค่ไหนคะ?” #บททดสอบจากมาร: “สุสานแห่งความเงียบงัน” (The Silent Test) ทดสอบความโดดเดี่ยว (วิเวก): มารใช้ความเงียบมาบีบคั้น เพื่อดูว่าแม่ครูจะทนอยู่กับ “ตัวเอง” ได้หรือไม่ #หากบารมีของท่านต้องพึ่งพาสายตาคนมอง เมื่อไม่มีคนมอง ท่านจะยังรู้สึกว่าตัวเองมีค่าอยู่ไหม? หลักวิเวก 3 #คือบทพิสูจน์ว่าใจท่านสงัดจริงหรือแค่เหงา #ทดสอบทิฐิมานะ (ความถือตัว): “หรือที่เขาไม่เข้าหา เพราะแม่ครูสอนไม่ดี? หรือเพราะแม่ครูไม่มีบารมีพอ?” มารพยายามปลูกฝังความสงสัยในตัวเอง (วิจิกิจฉา) เพื่อให้ท่านกระวนกระวายจนต้องออกไป “วิ่งหาศิษย์” #แทนที่จะให้ศิษย์เข้าหาธรรม ทดสอบความสม่ำเสมอของปฏิบัติ: ในยามที่มีคนเยอะ ท่านอาจจะตั้งใจปฏิบัติให้เขาดู แต่ในยามที่ไร้ศิษย์แม้แต่คนเดียว ท่านจะยังรักษาศีล รักษาพรหมวิหาร 4 ได้เหมือนเดิมไหม? สติปัฏฐาน คือเพื่อนแท้ในยามที่โลกทั้งใบหันหลังให้ นัยยะของมาร…

  • มารสอบท่านแม่ครูน้อย ตอน…ศิษย์ศรัทธาและสิ้นศรัทธา

    ศิษย์ศรัทธาและสิ้นศรัทธา #มารขอสอบวัดปัญญาแม่ครูน้อย มารจำแลงกายเป็นศิษย์ที่ดูสับสนที่สุดในสำนัก #ประเดี๋ยวก็กราบกรานด้วยน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง ประเดี๋ยวก็ลุกขึ้นยืนชี้หน้าถ่มน้ำลายใส่คำสอน ท่าทางคุ้มดีคุ้มร้ายของเขา คือการจำลองวงจร “#ศรัทธาและเสื่อมศรัทธา” ที่รุนแรงที่สุดมาไว้ตรงหน้าแม่ครู “แม่ครูค่ะ! เมื่อวานหนูรักแม่ครูจนยอมตายแทนได้ เพราะหนูได้โชคได้ลาภตามที่ขอ… แต่ทำไมวันนี้หนูถึงรู้สึกว่าแม่ครูมันก็แค่คนธรรมดาที่หลอกลวงพวกหนูไปวันๆ? #ความศรัทธาของหนูมันพังพินาศหมดแล้ว! หนูจะไปป่าวประกาศให้คนทั้งโลกเลิกเชื่อท่าน!” #บททดสอบจากมาร: “พญามารปั่นป่วนกระแสใจ” (The Rollercoaster of Faith) ทดสอบการยึดติดในคำสรรเสริญและนินทา: มารต้องการดูว่า เมื่อศิษย์สรรเสริญ ใจแม่ครูจะ “ฟู” ไหม? และเมื่อศิษย์ด่าทอ ใจแม่ครูจะ “ฟุบ” หรือไม่? หากใจท่านยังกวัดแกว่งไปตามอารมณ์ของศิษย์ ท่านก็ยังตกอยู่ในอำนาจของมาร โลกธรรม 8 #คือเครื่องเตือนสติว่าทั้งความสุขและความทุกข์นั้นไม่เที่ยง ทดสอบความอดทนต่อความ “ไม่แน่นอน”: #มารจะส่งศิษย์ที่ไร้รากฐานมา เพื่อดูว่าแม่ครูจะสูญเสียความมั่นใจในคำสอนของตนเองหรือไม่ #เมื่อเห็นคนเปลี่ยนใจไปมาอย่างรวดเร็ว ทดสอบเมตตาที่เหนือความคาดหวัง: “ท่านจะยังเมตตาคนที่เพิ่งด่าท่านเสร็จแล้วกลับมาขอกราบอีกรอบได้ไหม?” #มารพยายามหาขีดจำกัดของความให้อภัยในใจเทวดาของท่าน  นัยยะของมาร “ศิษย์เข้าๆ ออกๆ” มารตนนี้ใช้ “อารมณ์” เป็นอาวุธ เพื่อพิสูจน์ว่าศรัทธาที่แม่ครูสร้างขึ้นนั้น เป็นศรัทธาที่ฝากไว้กับ “ตัวบุคคล” หรือฝากไว้กับ “พระธรรม” หากท่านยังห่วงว่าคนจะศรัทธาหรือไม่ ท่านก็ยังไม่หลุดพ้น “แม่ครูครับ… ในวันที่ศิษย์บอกว่า…

  • มารสอบท่านแม่ครูน้อย ตอน…มอบเพชรน้ำเอก 

    มอบเพชรน้ำเอก  #มารขอทดสอบแม่ครูน้อย มารในคราบเศรษฐีผู้มั่งคั่ง สวมอาภรณ์ระยิบระยับ เดินเข้ามาพร้อมหีบไม้แกะสลักใบเขื่อง เมื่อเปิดออก แสงสีจาก “รัตนชาติ” ทั้งปวงก็ส่องสว่างวาบไปทั่วสำนัก “แม่ครูค่ะ… เห็นแม่ครูมานาน วันนี้ลูกขอนำ เพชรน้ำเอก มรกตกินบ่เสี้ยง และทับทิมสีเลือดนก เหล่านี้มาถวาย… มันไม่ใช่แค่หิน แต่มันคืออำนาจที่จะเปลี่ยนความขาดแคลนให้กลายเป็นสวรรค์บนดินในพริบตา”  บททดสอบจากมาร: “กับดักแห่งมณีลวงตา” (The Jewel of Attachment) ทดสอบความหวั่นไหวในกิเลส: “รัตนชาติเหล่านี้เพียงกะรัตเดียว ก็ซื้อข้าวเลี้ยงคนได้ทั้งอำเภอ ซื้อที่ดินสร้างวัดที่แม่ครูอยากได้ได้ทันที… แม่ครูจะมัวนั่งสอนธรรมะ ให้กับคนยากจนอยู่ทำไม แค่เอื้อมมือมารับ ‘ก้อนหินที่กินได้’ เหล่านี้ไว้ แล้วทุกปัญหาจะจบสิ้น… หรือว่าแม่ครูจะยังเลือกกอด ‘ก้อนหินธรรมดา’ ที่เรียกว่าศีลธรรมไว้อยู่อีก?” #ทดสอบการสร้างค่าให้วัตถุ: “คนเขาไม่ศรัทธาคำสอนหรอกค่ะแม่ครู เขาศรัทธา ‘ความรวย’ ถ้าเราสอนคนรวย คนรวยจะพากันมาเรียนเยอะ ถ้าแม่ครูมีรัตนชาติประดับกาย ใครๆ ก็จะเชื่อว่าแม่ครูมีฤทธิ์เดชจริง…  แม่ครูท่านจะยอมให้รัตนชาติเหล่านี้ ‘ข่มธรรม’ ในใจท่าน หรือจะมองว่ามันเป็นแค่ธาตุธรณีที่ไร้ค่า?” #ทดสอบความซื่อสัตย์ต่อความขาดแคลน “มารอย่างพี่รู้ว่า ‘ท้องที่หิว’ มันทรมานกว่า ‘ใจที่หิวธรรม’…

  • มารสอบท่านแม่ครูน้อย ตอน…มารส่งคนมา “ขอบุญ” หรือ “ขอความเมตตา”

    #การที่มารส่งคนมา “ขอบุญ” หรือ “ขอความเมตตา” ในจังหวะที่ท่านกำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดทางจิตวิญญาณ คือบททดสอบเรื่อง “ความหลงในรูปธรรม” และ “ความผูกพันที่เคลือบแฝง” #บททดสอบแห่งความเมตตา มารมักใช้กลวิธีนี้เพื่อดึงท่านให้กลับมา“แบกโลก” ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ทดสอบ “ความสงสารที่ขาดปัญญา” มารจะส่งคนที่ดูน่าเวทนามาเพื่อให้ท่านรู้สึกว่า “ต้องช่วย” จนยอมสละ ความนิ่งของดวงจิต ไปแลกกับความวุ่นวายทางโลก #หากท่านช่วยจนตัวเองเดือดร้อนหรือใจกระเพื่อมนั่นคือท่านสอบตกข้อการรักษาฐานที่มั่นของใจ Psychology of Emotional Boundaries ทดสอบ “ความยโสของนักบุญ” มารจะทำให้ท่านรู้สึกว่าเป็น “ผู้ให้” ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อให้ท่านสะสมอัตตาในคราบนักบุญ ยิ่งท่านให้แล้วหวังว่าเขาจะดีขึ้น หรือหวังคำชื่นชม แรงสั่นสะเทือนที่นุ่มนวลของท่านจะกลายเป็นความหนักอึ้งทันที Vibrational Energy of Giving สร้าง “โซ่ตรวน” แห่งพันธะ: การที่คนมาขอบุญบ่อยๆ คือการสร้างรอยต่อให้ท่านต้องกลับมาพัวพันกับ “คนอดีต” ทำให้จิตไม่สามารถมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดได้อย่างอิสระ เพราะยังห่วงหน้าพะวงหลังอยู่กับ “ภาระบุญ” ที่สร้างไว้ “พุทธวิธีคือ ‘ให้ตามหน้าที่’ แล้ว ‘เดินผ่านไป’ เหมือนฝนที่ตกใส่ดินโดยไม่หวังให้ดินขอบใจ เมื่อท่านให้ธรรมหรือให้ทานเสร็จแล้ว…

  • ใช้กิเลสเป็นอุปกรณ์ฝึกจิต

    #ธรรมชั้นครู ๒๘/๑/๖๙ การ “ใช้กิเลสเป็นอุปกรณ์ฝึกจิต” คือการเปลี่ยน “ขยะ” ให้เป็น “ปุ๋ย” ในทางพุทธศาสนาและพลังงานยุคใหม่ เราไม่ได้มองว่ากิเลสเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดทิ้งแบบรุนแรง แต่เรามองมันเป็น “#ห้องแล็บ” สำหรับการตื่นรู้ นี่คือ 5 เทคนิคในการใช้กิเลสเป็นเครื่องมือขัดเกลาจิตให้ผ่องใส 1. ใช้กิเลสเป็น “เครื่องวัดสติ” (The Speedometer) กิเลสที่เกิดขึ้นคือแบบทดสอบความไวของสติ วิธีฝึก: เมื่อความโกรธหรือความอยาก (กิเลส) พุ่งขึ้นมา ให้ “จับเวลา” ว่าสติเราเห็นมันช้าหรือเร็ว? ถ้าเห็นทันทีที่มันเริ่มไหวในใจ แปลว่าสติคุณแหลมคม (High Vibration) ถ้าผ่านไปครึ่งชั่วโมงเพิ่งรู้ตัว แปลว่าต้องฝึกเพิ่ม ถ้าผ่านไปเป็นวันยังไม่รู้ตัวเลยให้คนอื่นเห็นให้แปลว่าต้องเริ่มในการฝึกจิตแล้ว ผลลัพธ์: กิเลสกลายเป็น “นาฬิกาปลุก” ที่ช่วยกระตุ้นให้เราตื่นอยู่เสมอ 2. ใช้กิเลสเรียนรู้ “ความจริง “ (The Reality Teacher) กิเลสเป็นครูที่สอนเรื่อง “ไตรลักษณ์” ได้ชัดที่สุด: วิธีฝึก: เมื่อความอยากได้บางอย่างเกิดขึ้น (เช่น อยากได้ของใหม่ หรือคนชอบมาขอทำให้เราอยากรำคาญ)…

  • การ “อยู่กับกิเลสอย่างไม่เป็นทุกข์” คือวิถีของ “ผู้ฉลาดในพลังงาน”

    #ถึงประตูธรรม ๒๘/๑/๖๙ การ “#อยู่กับกิเลสอย่างไม่เป็นทุกข์” คือวิถีของ “ผู้ฉลาดในพลังงาน” ในยุคนี้เราไม่ได้หนีไปไหน แต่เราเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับกิเลสใหม่ จากการเป็น “ทาส” มาเป็น “ผู้สังเกตการณ์” ดังนี้ 1. เปลี่ยนจาก “เราเป็น” เป็น “เราเห็น” หัวใจสำคัญคือการไม่เอาตัวตนไปกระโดดตะครุบกิเลส เมื่อความอยากเกิดขึ้น: แทนที่จะคิดว่า “ฉันอยากได้” (อันนี้เป็นทุกข์แล้ว) ให้เปลี่ยนเป็น “อ้อ…ความอยากมันปรากฏขึ้นในใจ” เมื่อความหงุดหงิดเกิดขึ้น: ให้มองเหมือนเห็นฝนตกข้างนอกหน้าต่าง “อ้อ…ความหงุดหงิดกำลังโชยมา” ผลลัพธ์: เมื่อคุณเป็น “ผู้ดู” กิเลสจะกลายเป็นแค่ “ปรากฏการณ์พลังงาน” อย่างหนึ่งที่เกิดแล้วก็ดับไป มันจะไม่มีอำนาจทำให้ใจเราร้อนรน 2. รู้จัก “ธรรมชาติของกิเลส” (มันคือของชั่วคราว) #กิเลสทุกชนิดมีจุดอ่อนอย่างเดียวกันคือ “มันอยู่ไม่ได้นาน” หากเราไม่ไปให้อาหารมัน กิเลสเหมือนแขกที่มาเคาะประตูบ้าน ถ้าเราไม่เปิดประตูรับ (ไม่คิดต่อ ไม่สานฝัน) และไม่ไล่ตะเพิด (ไม่หงุดหงิดที่มันมา) แขกคนนี้จะยืนรอสักพักแล้วก็เดินจากไปเอง การอยู่กับมันอย่างไม่ทุกข์: คือการเห็นมันเดินผ่านหน้าบ้านไป โดยที่เรายังนั่งจิบกาแฟ (รักษาความผ่องใส) อยู่ในบ้านอย่างสงบ 3….

  • “เกราะ” ของจิตไม่ใช่กำแพงที่ปิดกั้นตัวเองจากโลก แต่คือ “สนามพลังงานอัจฉริยะ”

    ในยุคพลังงานใหม่ที่ผู้คนเชื่อมต่อกันทางอารมณ์และข้อมูลอย่างรวดเร็ว “เกราะ” ของจิตไม่ใช่กำแพงที่ปิดกั้นตัวเองจากโลก แต่คือ “สนามพลังงานอัจฉริยะ” #ที่คัดกรองสิ่งที่จะเข้ามากระทบจิตใจ นี่คือ 4 ชั้นของเกราะที่จะช่วยให้จิตของเราผ่องใสและไม่ร่วมกรรมกับใคร 1. เกราะชั้นที่ 1: “ศีล” (Integrity Shield) – เกราะกันแรงปะทะศีลคือเกราะชั้นนอกสุดที่แข็งแกร่ง ที่สุดในทางพลังงาน เมื่อเรามีศีล เราจะ ไม่มี “ช่องโหว่” ของความรู้สึกผิดหรือความหวาดระแวงคนที่ชอบมาขอ หรือคนที่จะมาเอาเปรียบ จะ “เกรงใจ” หรือ “แพ้ทาง” พลังความบริสุทธิ์ของเราไปเองโดยธรรมชาติ วิธีสร้าง: ตั้งมั่นว่าจะไม่เบียดเบียนใครทั้งกายและวาจา เกราะนี้จะทำให้ใจเรา หนักแน่นเหมือนภูเขา 2. เกราะชั้นที่ 2: “สติ” (Awareness Shield) – เกราะคัดกรองสติคือเซนเซอร์ที่คอยบอกว่าอะไรกำลังจะเข้ามาในใจ เมื่อมีคนเอาเรื่องลบๆ มาให้ หรือมาขอในสิ่งที่ไม่ควร สติจะทำงานทันทีว่า “นี่คือเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา” สติจะช่วยให้เราหยุดชะงักก่อนที่จะ “รับ” อารมณ์คนอื่นมาเป็นของตนเองวิธีสร้าง: ฝึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นในกาย เช่น เมื่อรู้สึกอึดอัดใจเวลาถูกขอ ให้รู้ว่า “ความอึดอัดเกิดขึ้นแล้ว”…

  • ในมิติของ “ยุคพลังงานชีวิตใหม่” และการรักษาจิตให้ผ่องใส การเจอกับ “#คนชอบขอ” 

    #ถึงประตูธรรม ๒๗/๑/๖๙ ในมิติของ “ยุคพลังงานชีวิตใหม่” และการรักษาจิตให้ผ่องใส การเจอกับ “#คนชอบขอ” (ทั้งขอเงิน ขอน้ำใจ หรือขอพลังงาน/Energy Vampire) เป็นบททดสอบสำคัญในการรักษาความสมดุลของตัวเอง วิธีรับมือโดย ไม่ร่วมกรรม และ จิตยังผ่องใส มีดังนี้: 1. แยกให้ออกระหว่าง “เมตตา” กับ “การทำร้าย” เมตตาที่ประกอบด้วยปัญญา: คือการให้ที่ทำให้ผู้รับดีขึ้นหรือพ้นทุกข์จริง การให้ที่ทำร้าย: หากการให้ของเราส่งเสริมให้เขา “#ไม่พึ่งพาตนเอง” หรือ “#เสพติดการแบมือขอ” นั่นคือการสร้างวงจรวิบากกรรมร่วมกัน  #เรากำลังขัดขวางไม่ให้เขาเรียนรู้บทเรียนชีวิตของตัวเอง 2. ฝึกทักษะการ “ปฏิเสธด้วยพลังงานบวก” การปฏิเสธไม่ได้แปลว่าใจดำ แต่เป็นการรักษาขอบเขต (Boundary): ใช้คำพูดที่เด็ดขาดแต่สุภาพ: “ครั้งนี้เราไม่สะดวกจริงๆ” #โดยไม่ต้องอธิบายเหตุผลยืดเยื้อเพราะการอธิบายมากเกินไปจะเปิดช่องให้เขาโน้มน้าวต่อ รักษาใจไม่ให้ขุ่นมัว: เมื่อปฏิเสธแล้ว ให้วางใจทันที ไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะเราได้พิจารณาด้วยเหตุผลแล้ว 3. รับมือกับ “Energy Vampire” (คนชอบขอความเห็นใจ/ขอพลังงาน)คนประเภทนี้จะชอบเอาเรื่องลบๆ มากรอกหู หรือมาขอให้เราช่วยแก้ปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ: ตั้งขีดจำกัดเวลา: “เรามีเวลาฟังแค่ 5 นาทีน้า…

  • “ดูแลจิตของตัวเองให้ผ่องใส” ในยุคพลังงานใหม่

    #ธรรมชั้นครู ๒๗/๑/๖๙ ดูแลจิตของตัวเองให้ผ่องใส” ในยุคพลังงานใหม่ปี 2026 #ไม่ใช่เรื่องของการหนีจากโลกความจริง แต่คือการสร้าง “ระบบป้องกันทางจิต” ให้แข็งแกร่งท่ามกลางความวุ่นวาย นี่คือวิธีปฏิบัติที่ได้ผลจริง 1. การทำ “Digital & Emotion Detox” จิตที่ใสเริ่มจากการรับสิ่งที่ใส เลือกรับสื่อ: หลีกเลี่ยงข่าวสารที่ใช้ความรุนแรง การด่าทอ หรือการสร้างความขัดแย้ง เพราะสิ่งเหล่านี้จะเข้าไปฝังในจิตใต้สำนึกเป็นพลังงานลบ สังเกตอารมณ์: เมื่อมีความโกรธหรือความหงุดหงิดเกิดขึ้น ให้ “รู้เท่าทัน” เหมือนดูฝนที่กำลังตก ไม่ต้องกระโดดลงไปเล่นน้ำฝน แค่มองเห็นว่า “อ้อ…ความโกรธกำลังผ่านมา” แล้วมันจะผ่านไปเอง 2. ฝึกภาวะ “Mindfulness in Flow” ไม่ต้องนั่งหลับตาเป็นชั่วโมง แต่ให้มีสติในทุกกิจกรรม: ขณะกินข้าว ให้รู้รสชาติ, ขณะเดิน ให้รู้สัมผัสเท้า, ขณะทำงาน ให้จดจ่อทีละอย่าง เมื่อจิตอยู่กับปัจจุบัน (Present Moment) พลังงานจะไม่รั่วไหลไปหาอดีตที่แก้ไขไม่ได้ หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง #จิตจะสะสมพลังงานความสงบไว้ได้เอง 3. เชื่อมต่อกับพลังงานธรรมชาติ (Earthing) ร่างกายและจิตใจเราเชื่อมโยงกับโลก: พาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่สีเขียว…

  • ไม่ร่วมกรรมกับผู้อื่นในมิติของยุคพลังงานใหม่ และการยกระดับจิตวิญญาณ

    ๒๗/๑/๖๙ ไม่ร่วมกรรมกับผู้อื่นในมิติของยุคพลังงานใหม่และการยกระดับจิตวิญญาณ หมายถึงการรักษา “เอกเทศทางพลังงาน” (Energetic Sovereignty) เพื่อไม่ให้กระแสลบหรือวิบากกรรมของผู้อื่นมาดึงรั้งการตื่นรู้ของเรา มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้ 1. การวางเฉยด้วยเมตตา (Equanimity with Compassion)การไม่ร่วมกรรมไม่ใช่การใจดำ แต่คือการระลึกว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”: เมื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์หรือทำผิด ให้ช่วยตามกำลังที่ทำได้โดยไม่เอาใจไป “แบก” หรือไป “ตัดสิน” (Judge) #การด่าทอหรือซ้ำเติมผู้ที่ทำผิด คือการเอาตัวเราเข้าไปพันตูในกระแสกรรมนั้นโดยตรง 2. การรักษาขอบเขตพลังงาน (Setting Energetic Boundaries) ในยุคนี้เราต้องรู้จักการปฏิเสธสิ่งที่ “ไม่ใช่” สำหรับเรา หลีกเลี่ยงการนินทา: การร่วมวงนินทาคือการรับกระแสพลังงานลบและร่วมพันธะกรรมกับผู้พูดและผู้ถูกพูดถึง ไม่รับพิษทางอารมณ์: หากใครมาตัดพ้อหรือด่าทอเพื่อระบายพลังงานลบ ให้รับรู้แต่ไม่รับมาเป็นอารมณ์ของตนเอง 3. กฎแห่งการไม่แทรกแซง (Law of Non-Interference) หนึ่งในกฎสำคัญของการไม่ร่วมกรรมคือ การไม่เข้าไปก้าวก่ายบทเรียนชีวิตของผู้อื่นหากเขาไม่ได้ขอ บางครั้งความลำบากของเขาคือ “บทเรียน” ที่จิตวิญญาณเขาเลือกมาเพื่อเติบโต การเข้าไปช่วยผิดวิธีหรือช่วยจนเขาไม่ต้องเรียนรู้ #อาจเป็นการเข้าไปรับส่วนแบ่งแห่งกรรมนั้นมาโดยไม่จำเป็น 4. #การตัดพันธนาการทางจิต (Cutting Energetic Cords) #หากรู้สึกว่ายังยึดติดกับใครบางคนในทางลบ ให้ฝึกการ…