#ผู้หยั่งรู้

?️?#ผู้หยั่งรู้

ตามหลักจิตวิทยา… Empathy
(การหยั่งรู้วาระจิต)
แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ…คือ

1. ‘#การหยั่งรู้ที่มีความเข้าใจในด้านของปัญญา และองค์ความรู้ ‘ซึ่งมีขีดความสามารถในการเข้าใจว่าผู้คนรู้สึกอย่างไร และกำลังคิดอะไรอยู่ และการหยั่งรู้ในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เกิดการถ่ายทอดข้อมูลที่สามารถเข้าถึงผู้อื่นได้อย่างตรงประเด็นที่สุด

2. ‘#การหยังรู้วาระจิตในด้านอารมณ์
(หรือที่เรียกว่า รับอารมณ์ผู้อื่น) จะมีขีดความสามารถในการแบ่งปันความรู้สึกของบุคคลอื่น ซึ่งบางคนได้เปรียบเทียบไว้คล้ายประโยคที่ว่า…. “ความเจ็บปวดของคุณมันอยู่ในหัวใจของฉัน” …..ซึ่ง การหยั่งรู้ ฯ ในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดการสร้างอารมณ์ร่วมในการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

3. ‘#การหยั่งรู้ที่เป็นไปด้วยความเมตตา-กรุณา’ (หรือที่เรียกว่า เอื้ออาทร ) ซึ่งมีลักษณะของการแสดงออกที่มากกว่าแค่การทำความเข้าใจผู้อื่นหรือแค่แบ่งปันความรู้สึกให้กับพวกเขา: แต่การหยั่งรู้ในลักษณะนี้…มันกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำจริง ๆ…

?️?#แต่สำหรับ Empathy …
จะทำมากกว่าแค่แสดงความเสียใจ
หรือส่งการ์ด.. แต่จะเริ่มให้เวลาไปกับความพยายามในการใช้การหยั่งรู้ในระดับปัญญา ฯ

✅? (ลักษณะที่ 1)
เพื่อค้นหาว่า
– พวกเขาสูญเสียใคร ?
– พวกเขาใกล้ชิดกับคนนี้มากแค่ไหน?
– และนอกจากพวกเขาจะได้รับความรู้สึกเจ็บปวดและสูญเสียแล้ว ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ? ฯ

✅?#ตามต่อด้วยการหยั่งรู้ด้านอารมณ์ (ลักษณะที่ 2)
ซึ่งจะทำให้ไม่เพียงแค่เข้าใจความรู้สึกของเพื่อน และแบ่งปันให้พวกเขาเท่านั้น แต่จะพยายามเชื่อมต่อกับพวกเขาด้วยความรู้สึกเศร้าโศกอย่างลึกซึ้งและความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่มาจากภายในตัวคุณ ซึ่งคุณยังคงจดจำได้เมื่อคราวที่คุณได้สูญเสียใครบางคนไป หรือหากคุณไม่เคยมีประสบการณ์ในการสูญเสียเช่นพวกเขา ก็อาจเกิดจินตภาพขึ้นว่าคุณรู้สึกอย่างไรหากคุณต้องสูญเสียใครบางคน

✅?#ท้ายที่สุด (ลักษณะที่ 3)
การหยั่งรู้ที่ทำให้คุณต้องลงมือปฏิบัติ
ที่ทำให้คุณอาจเข้าไปช่วยให้คำแนะนำ ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ เพื่อที่เพื่อนของคุณจะได้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหา และบางทีคุณอาจช่วยด้วยการอยู่เป็นเพื่อนพวกเขา ให้พลังใจ หรือหากพวกเขาต้องการอยู่คนเดียวเงียบๆ คุณก็สามารถ ช่วยแชร์พลังงาน ให้พวกเขาได้ซักระยะหนึ่ง ซึ่งทั้งสามลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นพร้อมกันโดยอัตโนมัติสำหรับ
ผู้หยั่งรู้วาระจิต (Empath

Similar Posts

  • จงอาศัยเวลามันช่วยบอกคุณค่าของความเป็นคน

    จงอาศัยเวลามันช่วยบอกคุณค่าของความเป็นคน#ยอมแพ้ (เพื่อจะได้เป็นพระ)#ดีกว่าเอาชนะ (เพื่อจะได้เป็นมาร)เพชรมาจากดินฉันใดจิตใจคนก็เคยมาจากที่สูงที่ต่ำฉันนั้นภพต่อไปจะสูงจะต่ำ #ก็ขึ้นอยู่กับปัจจุบันที่ทำตัว#มั่นคงในศรัทธาความจงรักภักดีเป็นความมั่งคั่งที่แท้จริงของผู้ปฏิบัติ มือที่เก็บเกี่ยวความสำเร็จทั้งหมด และวงล้อที่เร่งความเร็วหนึ่งไปยังเป้าหมาย เมื่อจิตใจของคุณได้รับการยกระดับและเปลี่ยนแปลงโดยการได้ยินเรื่องราวชีวิตของพระพุทธเจ้าและธรรมิกชน คุณจะได้สัมผัสถึงความศรัทธาที่ชัดเจนอยากได้ธรรมหยาบก็ฟังทำกับผู้มีจิตหยาบอยากได้ธรรมละเอียดก็ฟังธรรมกับผู้จิตละเอียดเมื่อศีลเสมอก็ได้พบเจอกัน#?????????วิทยฐานะ #อัครบุคคลแห่งชาติ (พรหมนาคา) ประจำปี 2564 สาขา ผู้ส่งเสริมเผยแผ่ศาสนาดีเด่น #ทูตวัฒนธรรม (ต้นแบบสังคมบุคคลของชาติ) ประจำปี 2564 โครงการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สืบสานสู่ประชาคมอาเซียน สาขา ด้าน ส่งเสริมศาสนาดีเด่น

  • เมื่อร่างกาย เจ็บป่วย หรืออ่อนแอลงพลังงานใน มิติที่ 3 (ร่างกายและตรรกะ) จะลดกำลังลง 

     ถึงประตูธรรม ๑๓/๒/๖๙ เมื่อร่างกาย เจ็บป่วย หรืออ่อนแอลง พลังงานใน มิติที่ 3 (ร่างกายและตรรกะ) จะลดกำลังลง ทำให้กำแพงที่เคยกั้นระหว่าง “จิตสำนึก” กับ “จิตใต้สำนึก” บางลงจนเปิดออก ตามแนวทางของ แม่ครูน้อย ประตูธรรม 5 หนเหนือ สภาวะนี้มีประเด็นสำคัญดังนี้ 1. การเผยตัวของ “ผังกรรม” (Karmic Blueprint) ในยามปกติ เราใช้สมองสั่งการและกลบเกลื่อนความรู้สึกลึกๆ ไว้ แต่เมื่อป่วยจนขยับกายไม่ได้ จิตจะย้อนกลับไปขุดคุ้ยความจำส่วนลึก สิ่งที่ปรากฏ: คุณอาจฝันแปลกๆ เห็นภาพอดีต หรือมีความรู้สึกผิด/โกรธแค้นที่ลืมไปแล้วผุดขึ้นมา นี่คือการที่ จิตใต้สำนึก กำลังสำแดง “ขยะพลังงาน” หรือ วิบากกรรม ออกมาให้เราเห็นเพื่อแก้ไข 2. ช่องโหว่ของ “สนามพลังงาน” เมื่อจิตใต้สำนึกเปิดในขณะที่จิตใจหดหู่ สนามพลังงานรอบตัวจะหม่นหมองความเสี่ยง: พลังงานลบภายนอกหรือเจ้ากรรมนายเวรจะเข้าแทรกแซงได้ง่าย ทำให้เห็นนิมิตที่น่ากลัว หรือรู้สึกกระสับกระส่ายผิดปกติทางแก้: แม่ครูน้อยสอนให้ใช้ สติ ประคองไว้ที่จุดเดียว (เช่น ลมหายใจ)…

  • เหตุที่พระพุทธองค์ทรงนั่งสมาธิ

    #เหตุที่พระพุทธองค์ทรงนั่งสมาธิ ทำไมพระพุทธองค์จึงทรงบำเพ็ญเพียรภาวนาต่อไปทั้งๆ ที่พระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตอนนี้พบว่าคำตอบนั้นธรรมดาพอที่จะเห็น#ความสุขนั้นไม่เที่ยงเหมือนสิ่งอื่นใดเพื่อให้ความสุขได้รับการขยายและต่ออายุ คุณต้องเรียนรู้วิธีเลี้ยงความสุขของคุณ ไม่มีอะไรสามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากอาหาร รวมทั้งความสุข #ความสุขของคุณสามารถตายได้ หากคุณไม่รู้จักวิธีบำรุงเลี้ยงมัน หากคุณตัดดอกไม้แต่ไม่ใส่น้ำ ดอกไม้จะเหี่ยวภายในสองสามชั่วโมง #แม้ว่าความสุขจะแสดงออกมาแล้วแต่เราก็ต้องหล่อเลี้ยงมันต่อไป บางครั้งสิ่งนี้เรียกว่าการปรับสภาพ และมันสำคัญมาก เราสามารถกำหนดร่างกายและจิตใจของเราให้มีความสุขได้ด้วยการปฏิบัติ 5 ประการ คือการปล่อยวาง การเชื้อเชิญเมล็ดบวก สติ สมาธิ และญาณทิพย์ 1. #ปล่อยวางวิธีแรกในการสร้างความสุขและความสุขคือการละทิ้ง มีความสุขที่เกิดจากการปล่อยวาง พวกเราหลายคนผูกพันกับหลายสิ่งหลายอย่าง เราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการอยู่รอด ความมั่นคง และความสุขของเรา แต่หลายสิ่งหลายอย่าง—หรือพูดให้ตรงกว่าคือ ความเชื่อของเราเกี่ยวกับความจำเป็นอย่างยิ่ง—เป็นอุปสรรคต่อความยินดีและความสุขของเราจริงๆ 2. #เชิญเมล็ดพันธุ์เชิงบวกเราแต่ละคนมี “เมล็ดพืช” หลายชนิดที่ฝังลึกอยู่ในจิตสำนึกของเรา สิ่งที่เรารดน้ำนั้นเป็นสิ่งที่งอกขึ้นมาในการรับรู้ของเราและแสดงออกสู่ภายนอก 3. #ความสุขที่เกิดจากสติสติไม่เพียงแต่ช่วยให้เราสัมผัสกับความทุกข์เท่านั้นเพื่อให้เราสามารถโอบรับและเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่ยังได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของชีวิตรวมถึงร่างกายของเราเองด้วย หายใจเข้าก็เป็นสุข หายใจออกก็เป็นสุขได้เช่นกัน คุณมาเพลิดเพลินไปกับการหายใจของคุณอย่างแท้จริง 4. #ความเข้มข้นสมาธิเกิดจากการมีสติสัมปชัญญะ สมาธิมีพลังทะลุทะลวง เผาผลาญความทุกข์ยากที่ทำให้คุณทนทุกข์ และปล่อยให้ปีติและความสุขเข้ามาการอยู่กับปัจจุบันขณะนั้นต้องใช้สมาธิ ความกังวลและความกังวลเกี่ยวกับอนาคตมีอยู่เสมอพร้อมที่จะพาเราไป เราสามารถเห็นพวกเขา รับทราบ และใช้สมาธิของเราเพื่อกลับไปสู่ปัจจุบันขณะ 5. Insight ด้วยสติ เรารับรู้ถึงความตึงเครียดในร่างกายดูความคิด จิตใจ และการเคลื่อนไหวดูอะไรบวก อะไรลบ ที่เกิดขึ้นกับคุณ เจาะเข้าไปถึงแกนกลางของดวงวิญญาณพบเจอเทวดาประจำตัวของคุณเข้าไปสู่ในกระบวนการของญาณทิพย์ตรวจสอบระบบคงค้างที่คุณยังไม่มีโอกาสได้เข้าถึงกระบวนการลำดับที่ห้านี้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อการเปลี่ยนแปลงพลวัต

  • การที่ครูกล้าเตือนคือ “พร” อย่างหนึ่ง

    #ถึงประตูแห่งธรรม ๑๐/๑/๖๙ การที่ “#ครูกล้าเตือนเรา” (แม้จะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวหรือเตือนผ่านสื่อ) ถือเป็นวาระพิเศษทางพลังงาน ที่เราควรตระหนักดังนี้ การหยุด “พลังงานรั่ว” ที่ครูกล้าเตือน เพราะท่านเห็น “จุดรั่ว” ในสนามพลังงานของเรา(เช่น การเพ่งโทษ การผิดสัจจะ หรืออีโก้) #การเตือนคือการช่วยอุดรอยรั่วก่อนที่บุญบารมีของคุณจะไหลออกจนหมด ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสภาวะ “เงินหนี” หรือชีวิตติดขัด บททดสอบ “มารสอบอัตตา”: เมื่อถูกเตือน จิตของเราจะเกิดปฏิกิริยาทันที หากเรารู้สึกโกรธ ขัดใจ หรือไม่ชอบใจ นั่นคือ มารทดสอบ ที่กำลังทำงาน หากเราก้าวข้ามความโกรธไม่ได้ เราจะเกิด พลังงานยัน #ทำให้บารมีที่ควรจะเปิดกลับถูกปิดกั้นลง ความเมตตาจากภพที่สูง การเตือนคือการ “#ทุบเปลือก” เพื่อให้จิตของคุณตาสว่าง ครูที่กล้าเตือนคือครูที่ยอมเสี่ยงต่อการถูกโกรธเพื่อช่วยให้ศิษย์พ้นจากสภาวะ ญาณบอด #การที่ครูสื่อสารออกมาแล้วตรงกับสภาวะของคุณพอดี เป็นเพราะ เทวดาประจำตัว ของคุณไปเชื่อมกระแสเพื่อให้ครูช่วยดึงเราออกจากวิบากกรรม กุญแจสู่ “พลังงานไหล”: หากเราน้อมรับคำเตือนด้วย ใจเบา ใจสบาย และนำไปปรับปรุง (บันทึกจิตใหม่) สนามพลังงานของเราจะเปลี่ยนจากแรงต้านเป็นแรงดึงดูดทันที ทำให้โชคลาภและสิ่งดีงามที่เทวดาเตรียมไว้สามารถไหลเข้าสู่ชีวิตได้ #วิธีปฏิบัติเมื่อถูกครูเตือน อย่าส่งจิตออกนอก:…

  • มาต่อด้วย 1 ใน 9

    มาต่อด้วย 1 ใน 9องค์พญานาคผู้เลื่องลือด้านเด่นในพุทธศาสนา เป็นหนึ่งในพญานาคผู้มีฤทธิ์ทรงศักดาอานุภาพ นามของพญาศรีสัตตฯนี้ก็ปรากฏพบใน #ตำนานอุรังคธาตุเช่นกันความดังนี้ว่า….. พระศาสดา ก็เสด็จไปสู่ดอยนันทกังรีซึ่งเป็นที่อยู่ของนางนันทยักษ์แต่ก่อนมีนาคตัวหนึ่ง ๗ หัว ชื่อ #ว่าศรีสัตตนาคเข้ามาทูลขอให้พระศาสดาทรงย่ำรอยพระบาทไว้ ณ ที่นั้น ทรงก้าวพระบาทข้ามตีนดอยก้ำขวาแล้วทรงแย้มพระโอฐ #เจ้าอานนท์กราบทูลถามตถาคตตรัสว่า เราเห็นนาค ๗ หัวเป็นนิมิตต่อไปภายหน้าที่นี้จักบังเกิดเป็นเมือง มีชื่อว่าเมืองศรีสัตตนาค ปัจจุบันคือฝั่งลาว ด้วยเหตุนี้ทางลาวจึงถือเอาพญาศรีสัตตนาคเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง คติความเชื่อทางโยนกนาคนครถือว่าพญาศรีสัตตนาคราชเป็นเจ้าบ้านเจ้าเมืองของเชียงรายด้วย #?????????วิทยฐานะ #อัครบุคคลแห่งชาติ(พรหมนาคา) ประจำปี 2564สาขา ผู้ส่งเสริมเผยแผ่ศาสนาดีเด่น #ทูตวัฒนธรรม(ต้นแบบสังคมบุคคลของชาติ)ประจำปี 2564โครงการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยสืบสานสู่ประชาคมอาเซียนสาขา ด้าน ส่งเสริมศาสนาดีเด่น

  • ส่วนความดีชั้นเอกก็คือความดีที่ชนะความชั่วของตนเอง

    ความดีที่จะทำให้สำเร็จการชนะนั้นก็ต้องใช้ปัญญาค้นหา คือวิธีชนะที่จะไม่ต้องเบียดเบียนใครเป็นความดีชั้นตรี ถ้าเป็นการชนะชนิดที่เกื้อกูลเขาอีกด้วย โดยเฉพาะทำให้เขาซึ่งเป็นคนไม่ดีเลิกละความไม่ดีของเขา หรือกลับเป็นคนดีก็นับว่าเป็นความดีชั้นโท #ส่วนความดีชั้นเอกก็คือความดีที่ชนะความชั่วของตนเอง