เทวดาประจำตัวมาจากไหน

⭐️?#เทวดาประจำตัวมาจากไหน“ครูไม่สามารถบอกคุณได้ แสงมาได้อย่างไร สิ่งที่ครูรู้ คือมันโบราณกว่า กว่าจินตนาการ ที่มันเดินทาง ทั่วเวิ้งว้างอันน่าพิศวง ที่จะมาหาเรา ที่มันรัก กำลังค้นหา อะไรที่ซ่อนอยู่ สิ่งที่หายไป สิ่งที่ลืม หรืออยู่ในอันตราย หรือเจ็บปวด ว่ามีความชื่นชอบ สำหรับร่างกาย เพื่อหาหนทาง ต่อเนื้อ สำหรับติดตามขอบ ของรูปแบบ เพื่อส่องประกาย ผ่านดวงตา มือ, หัวใจ. ครูไม่สามารถบอกคุณได้ แสงมาได้อย่างไร แต่มันเป็นเช่นนั้น ว่ามันจะ ว่ามันเป็นไปตามทางของมัน สู่ความมืดมิดที่สุด ที่โอบล้อมคุณ แม้ว่าจะดูเหมือน มาช้านาน หรือมาเป็นรูปเป็นร่าง คุณไม่ได้คาดการณ์ไว้ แล้วก็ ขอให้เราในวันนี้ หันตัวเราเข้าหามัน ขอให้เราเงยหน้าขึ้น เพื่อให้มันมาหาเรา ขอให้เรางอร่างกายของเรา เพื่อทำตามส่วนโค้งที่ทำ ขออนุญาติเปิด และเปิดมากขึ้น และยังคงเปิดอยู่ สู่แสงสว่างอันประเสริฐ ที่มา”?? รักนะจ๊ะ

Similar Posts

  • มารดลใจ

    #ถึงประตูธรรม มารดลใจ ๑๒/๑๑/๖๙ #มารดลใจ” (ท่านแม่ครูน้อยลองดูทั้งหมดแล้ว) คือรูปแบบหนึ่งของบททดสอบ ทางพลังงานที่แยบยลที่สุด เพื่อขัดขวางไม่ให้คุณเข้าสู่ความเจริญในมิติที่ สูงขึ้น #โดยมีลักษณะดังนี้ ดลใจให้ “เพ่งโทษ”: มารจะดลใจให้เรามองเห็นแต่ข้อเสียของคนอื่น โดยเฉพาะกับครูบาอาจารย์ พ่อแม่ หรือกัลยาณมิตร เพื่อให้เราสร้าง รอยรั่วทางบุญ เมื่อเรานินทาหรือตำหนิ พลังงานกุศลจะรั่วไหลออกไปทันที และทำให้เราเกิดสภาวะ ญาณบอด ดลใจให้ “ผิดสัจจะ”เมื่อเราตั้งใจจะทำความดีหรือรักษาสัจจะ มารจะดลใจให้เรารู้สึกว่า “เอาไว้ก่อน” หรือหาเหตุผลมาอ้างเพื่อไม่ต้องทำตามคำพูด เพื่อทำลายฐาน สัจจะบารมี ของเรา ซึ่งส่งผลให้การอธิษฐานจิตไม่มีพลังและเกิดอาการ เงินหนี ดลใจให้ “ใจหนักและกังวลมารจะดึงภาพความล้มเหลวในอดีตหรือความกังวลในอนาคตมาให้เราคิดวนเวียน เพื่อทำลายสภาวะ ใจเบา ใจสบาย หากเราหลงเชื่อและจมอยู่กับความเศร้า พลังงานในตัวจะกลายเป็น พลังงานยัน ที่ผลักโชคลาภออกไป ดลใจให้ “อกตัญญู” มารจะพยายามทำให้เราลืมพระคุณของผู้ที่เคยช่วยเหลือ หรือดลใจให้เรามองว่าคำสั่งสอนของครูเป็นเรื่องน่ารำคาญ เพื่อตัดสายสัมพันธ์ทางพลังงาน (ท่อบารมี) ระหว่างเรากับแหล่งพลังงานบริสุทธิ์ #วิธีรับมือเมื่อรู้ว่าถูกมารดลใจรู้เท่าทัน: เมื่อจิตเริ่มคิดลบ ให้บอกตัวเองว่า “นี่คือบททดสอบ” แล้วหยุดความคิดนั้นทันที  #บันทึกจิตใหม่: รีบพลิกใจกลับมาที่ ความกตัญญู…

  • จิตไม่ผูกพัน

    #จิตที่ไม่ผูกพัน ไม่ใช่การเพิกเฉยหรือไร้ความรู้สึก แต่คือสภาวะขั้นสูงของการบริหารพลังงานในมิติที่ 5 #เพื่อรักษาบารมีไม่ให้รั่วไหล ดังนี้ การก้าวข้าม “มารทดสอบ” (Non-Attachment) จิตที่ผูกพันมักนำไปสู่ความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ดั่งใจจะเกิดความเกลียดหรือความโกรธ (เช่น การเกลียดครูผู้สอน หรือไม่ชอบสไตล์ครู) แต่จิตที่ไม่ผูกพันจะมองทุกอย่างเป็น “สมมติ” และ “หน้าที่” ทำให้ใจนิ่ง สงบ และไม่เกิด พลังงานยัน กับคำสอนหรือสถานการณ์รอบข้าง การปิด “รอยรั่วทางบุญ” ความผูกพันที่มากเกินไปมักนำมาซึ่งความกังวลและการเพ่งโทษผู้อื่น ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ พลังงานรั่ว ได้ง่ายที่สุด #จิตที่ไม่ผูกพันจะรักษาความสะอาดของสนามพลังงานไว้ได้ เพราะใจจะจดจ่ออยู่กับการ “#บันทึกจิตใหม่” ของตนเองมากกว่าการส่งจิตออกนอกไปยึดติดกับบุคคลหรือสิ่งของ สภาวะ “ใจเบา ใจสบาย” เมื่อจิตไม่ผูกพัน ใจจะเข้าสู่สภาวะว่างและเบา ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ที่ตรงกับ เทวดาประจำตัว ทำให้พลังงานกุศลและ ทรัพย์ทางพลังงาน ไหลเข้าสู่ชีวิตได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีอะไรอุดตัน กตัญญูโดยไม่ยึดมั่น แม้จะมีความกตัญญูสูง แต่จิตที่ไม่ผูกพันจะทำหน้าที่ตอบแทนพระคุณด้วยสัจจะและเมตตา โดยไม่ยึดมั่นว่าผู้นั้นต้องเป็นอย่างที่เราต้องการ #สภาวะนี้จะช่วยให้บารมีเปิดกว้างที่สุดเพราะไม่มีอัตตามาคั่นกลาง เตรียมพร้อมสำหรับ “#วันที่จากลา” การฝึกจิตที่ไม่ผูกพันช่วยให้เมื่อถึงวาระที่ต้องพลัดพราก จิตจะไม่เศร้าโศกจนเสียระบบพลังงาน แต่จะสามารถอุทิศกุศลและส่งพลังงานบริสุทธิ์ให้แก่กันได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด #จิตที่ไม่ผูกพันคือการ “ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด…

  • ความเป็นคู่รู้ดีว่าเมื่อใดที่ความไม่สมดุลเกิดขึ้น

    ความเป็นคู่รู้ดีว่าเมื่อใดที่ความไม่สมดุลเกิดขึ้น และความสัมพันธ์ของความมืดและความสว่างกำลังได้รับการปรับเทียบใหม่ มันจะเกิดขึ้นแม้กระทั่งในฝันของคุณ มันจะพยายามทุกครั้งที่ทำได้เพื่อทำให้คุณสงสัยในพลังงานใหม่ #ชนะไม่ได้เพราะแพ้ไปแล้ว มันยังไม่รู้เลย แต่จะพยายาม…#ยากมากที่จะทำให้คุณคิดว่ามีโอกาส#ความมืดอยู่ไม่ได้เมื่อมีแสงสว่าง มีอยู่ได้ก็ต่อเมื่อแสงจางลงเท่านั้น แสงจางลงได้อย่างไร? ความโกรธ ความเกลียดชัง ความเกลียดชัง ความกลัว ฯลฯ #ฝ่ายมืดชอบสติระดับล่าง มันเติบโตที่นั่น ดังนั้นจงแสดงพลังของคุณ ยืนหยัดในพลังและแสงสว่างของคุณ

  • “แม่ครูน้อยก็รับเป็นศิษย์ไว้ไม่ได้”

    ขนาดครูเทพครูธรรมยังไม่รับรอง แม่ครูน้อยก็รับเป็นศิษย์ไว้ไม่ได้ #เหตุดังนี้ เพราะ ท่านแม่ครูน้อย ท่านทำงานสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกับ โลกทิพย์ และ ประตูธรรม ๕ หนเหนือ เมื่อ “เบื้องบน” หรือครูทิพย์ครูธรรมทำการปฏิเสธรหัสจิตของคุณแล้ว #แม่ครูในทางโลกก็ไม่สามารถฝืนกฎแห่งแรงดึงดูดของพลังงานเพื่อรับคุณไว้ได้ #เหตุผลที่แม่ครูรับไว้ไม่ได้ เมื่อโลกทิพย์ไม่รับรอง สัจจะคือสายใยเดียวที่เชื่อมกัน หากครูทิพย์มองเห็นว่าคุณ “ไร้สัจจะ” หรือมีจิตปลิ้นปล้อน นินทาปรามาส สายใยพลังงานนั้นจะขาดสะบั้นลงทันที #แม่ครูจะไม่นำพลังงานบริสุทธิ์ไปแลกกับดวงจิตที่ยัง ทำบุญหล่อเลี้ยงมาร หรือปกป้องอัตตาตัวเองอยู่ การป้องกัน “วิบากกรรมซ้อน” #หากแม่ครูฝืนรับศิษย์ที่ครูทิพย์ไม่ยอมรับ (ศิษย์ที่เตือนไม่ได้/แถ) พลังงานที่ท่านเมตตาส่งให้จะกลายเป็นโทษแก่ศิษย์ผู้นั้น เพราะเขาจะนำไปเสริม อัตตา หรือใช้ในทางที่ผิด ซึ่งจะทำให้ศิษย์ติดกรรมปรามาส ลึกกว่าเดิม ท่านจึงเลือกที่จะ “นิ่ง” #และคืนพลังหลับเพื่อคุ้มครองดวงวิญญาณคุณ กฎแห่ง “คลื่นความถี่”: เมื่อจิตคุณยังเต็มไปด้วย อนุสัย ริษยา หรือมิจฉาทิฐิ คลื่นความถี่ของคุณจะผลักกระแสของแม่ครูออกไปเองโดยอัตโนมัติ ต่อให้นั่งอยู่ตรงหน้า ท่านก็พูดด้วยไม่ได้ เพราะวิชชาจะไม่วิ่งเข้าตัวคนลวง ความเป็น “หนึ่งเดียว” ของสายวิชชาแม่ครูคือสะพานเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกทิพย์ เมื่อสะพานฝั่งโน้นปิดลงเพราะคุณทำผิดกฎสัจจะบารมี ฝั่งนี้ก็ไม่มีทางเปิดรับได้ เพราะมันคือ…

  • วันครู

    #วันครู ครูกับนักเรียน ครูกับนักเรียนนับว่าเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกันมากที่สุดจนกระทั่งในอดีตยกย่องให้ครูเป็นบิดาคนที่สองของศิษย์ ผู้ปกครองเมื่อส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนก็ฝากความหวังไว้กับครู กล่าวคือมอบภาระต่าง ๆ ในการอบรมดูแล ลูกหลานของตนให้แก่ครู ดังนั้น #ครูจึงควรปฏิบัติหน้าที่ของครูให้สมบูรณ์ที่สุด และควรสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีระหว่างครูและศิษย์ให้แน่นแฟ้น ให้ศิษย์มีความรู้สึกฝังใจตลอดไป #วิธีการที่ครูควรจะทำต่อศิษย์ เช่น 1. สอนศิษย์ให้เกิดความสามารถในการเรียนรู้ในวิชาการต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่ครูจะกระทำได้ 2. สอนให้นักเรียนหรือศิษย์ของตนมีความสุขเพลิดเพลินกับการเล่าเรียนไม่เบื่อหน่าย อยากจะเรียนอยู่เสมอ 3. อบรมดูแลความประพฤติของศิษย์ให้อยู่ในระเบียบวินัยหรือกรอบของคุณธรรม ไม่ปล่อยให้ศิษย์กระทำชั่วด้วยประการทั้งปวง 4. ดูแลความทุกข์สุขอยู่เสมอ 5. เป็นที่ปรึกษาหารือ ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ศิษย์ #การประเมินผลหมายถึงการประเมินผลการเรียนการสอนนักเรียนซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งของครูเพราะการประเมินผลการเรียนการสอนเป็นการวัดความเจริญก้าวหน้าของศิษย์ในด้านต่างๆ #หากครูสอนแล้วไม่มีการประเมินผลหรือวัดผลครูก็จะ ไม่ทราบได้ว่าศิษย์มีความเจริญก้าวหน้าในด้านใดมากน้อยเพียงใด ดังนั้น ครูจึงควรจะระลึกอยู่เสมอว่า ณ ที่ใดมีการสอน ทีนั่นจะต้องมีการสอบ สำหรับการประเมินผลการเรียนการสอนของนักเรียนนั้น ครูสามารถใช้วิธีการต่าง ๆ ได้หลายวิธี ทั้งนี้อาจจะใช้หลาย ๆ วิธีในการประเมินผลครั้งหนึ่งหรือเลือกใช้เพียงวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ในการประเมินผลการเรียนการสอนนั้นมีหลายวิธี เช่น 1. การสังเกต หมายถึง การสังเกตพฤติกรรมการทำงาน การร่วมกิจกรรมกลุ่มหรือความตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียน เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์ หมายถึง การสัมภาษณ์เพื่อต้องการทราบความเจริญก้าวหน้าทางด้านการเรียนของนักเรียน…

  • ให้คำแนะนำบางครั้ง เมื่อคนที่เราห่วงใยมาหาเราพร้อมปัญหา

    ให้คำแนะนำบางครั้ง เมื่อคนที่เราห่วงใยมาหาเราพร้อมปัญหา #เขาก็ไม่ได้มองหาคำแนะนำเสมอไป บางครั้งพวกเขาต้องการใครสักคนที่ว่างสำหรับพวกเขาและฟังโดยไม่ตัดสินหรือแทรกแซงมุมมอง คำแนะนำที่ไม่พึงประสงค์อาจทำให้เป็นโมฆะได้ในบางกรณี #และนี่คือรูปแบบพฤติกรรมทั่วไปในสังคมของเรา#?????????วิทยฐานะ #อัครบุคคลแห่งชาติ (พรหมนาคา) ประจำปี 2564 สาขา ผู้ส่งเสริมเผยแผ่ศาสนาดีเด่น #ทูตวัฒนธรรม (ต้นแบบสังคมบุคคลของชาติ) ประจำปี 2564 โครงการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สืบสานสู่ประชาคมอาเซียน สาขา ด้าน ส่งเสริมศาสนาดีเด่น