หลีกเลี่ยงการโต้กลับ

หลีกเลี่ยงการโต้กลับ/ กับผู้คนไร้ความรู้สึก#คุณควรเรียนรู้ที่จะจดจ่อความคิดของคุณดังนั้น การมีเวลาอยู่คนเดียวจึงเป็นสิ่งสําคัญหลีกเลี่ยงเรื่องส่วนตัวอย่างต่อเนื่องของคนอื่น ๆคนส่วนใหญ่เป็นเหมือนฟองน้ํา พวกเขาดึงทุกสิ่งออกจากคุณ #และส่วนน้อยที่คุณจะได้รับสิ่งใดตอบแทนมันคุ้มค่าที่จะเป็นคนอื่น ๆ ก็ต่อเมื่อ#พวกเขามีความจริงใจ#และเข้มแข็งและถ้าแต่ละคนมีสติถึงความจริงใจและความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายเพื่อให้คุณแลกเปลี่ยนคุณสมบัติของจิตวิญญาณอันสูงส่ง คุณควรตอบสนองกลับพวกเขาด้วยความรักและความเข้าใจ

Similar Posts

  • #เราอาจจะต่อต้านในสิ่งที่ผู้อื่นทำแต่เราก็รักและหวังดีต่อเขา

    #เราอาจจะต่อต้านในสิ่งที่ผู้อื่นทำแต่เราก็รักและหวังดีต่อเขา#เช่นพี่น้องครูเคยมีคำถามกับตัวเองว่าการที่เราจะได้รู้ซึ้งถึงความรักอันแรงกล้าและจดจ่อของความเป็นความรักเช่นพ่อแม่เราจะสามารถทำได้กับผู้อื่นหรือไม่มันจะเป็นไปได้จริงๆหรือที่เราจะรักผู้อื่นด้วยความรักแบบเดียวกันนี้ได้เราสามารถขยายวงกลมแห่งความห่วงใยไปสู่ผู้อื่นอีกมากมายไม่ใช่แต่เพียงคนในครอบครัวของเราได้จริงๆหรือ??? รักได้จริงหรือ???#เพราะความสันโดษของครูจึงสามารถมองความรักทั้งหมดไปสู่เพื่อนมนุษย์ได้ ดังเช่น ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกเรามีความรักปรารถนาดีที่มีต่อความเป็นมนุษย์และมันเป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ซึ่งบางทีเราอาจไม่สามารถรักใครบางคนที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเราได้#สำหรับครูครูมีความเห็นว่าเราอาจขยายความรักนี้ออกไปจนพ้นขอบเขตอันเป็นแบบฉบับที่เรามีจำกัดต่อตัวเราเองเราอาจมีความรักและความสัมพันธ์ให้เฉพาะคนในครอบครัวของเรามากเกินไปแต่รู้หรือไม่ว่าความรักนี้สามารถมอบให้กับผู้อื่นได้ห่วงใยผู้อื่นได้ ดังเช่น คนหนึ่งในครอบครัวของเราและมันเกิดขึ้นได้จริงในดวงใจของเราดวงเดียวกันนี้เอง

  • ธรรมชาติของจิตกำลังเล่นตลกกับคนประมาท

    ยิ่งทำงานมาก ยิ่งมักน้อยสันโดษ ยิ่งทำงานมาก ยิ่งไร้ซึ่งความอยากมีอยากได้อยากเป็น #เรากำลังพูดถึงผลลัพธ์จากการวางใจอันถูกต้องเมื่อลงมือทำงาน ตรงกันข้าม หากวางใจผิดย่อมได้สิ่งที่เป็นขั้วตรงข้าม ยิ่งทำงานมาก ยิ่งอยากได้ ยิ่งสำเร็จมากยิ่งอยากเป็น ยิ่งมีมากเท่าไหร่ กลับรู้สึกถึงความยากจน ไม่ปลอดภัย และความว่างเปล่า #ธรรมชาติของจิตกำลังเล่นตลกกับคนประมาท ความประมาทในที่นี้หมายถึง การไม่เคยระวังความโลภที่เกิดในใจตน จากเทพบุตรกลายเป็นมารร้าย แม้ได้อะไรๆ เท่าไหร่ไม่เคยพอ

  • ขอแว็บขึ้นดอยไปหาเด็กน้อยผู้อารี

    #ขอแว็บขึ้นดอย#ไปหาเด็กน้อยผู้อารีเราไม่ควรปรารถนาให้ทุกคนคิดเห็นสอดคล้องกับเราตลอดเวลา จะนำไปสู่ความหยิ่งจองหองและเห็นเฉพาะด้านของเราเองในทุกประเด็นเราไม่ควรปรารถนาที่จะให้คนอื่นตอบแทนความดีของเรา หาไม่แล้วเราจะทำให้จิตติดกับการคิดคำนวณ (ผลได้ผลเสีย) จะนำไปสู่ความโลภในชื่อเสียงและโชคลาภเราไม่ควรปรารถนาให้การฝึกฝนของเราปราศจากสิ่งกีดขวางจากมาร เพราะคำปฏิญาณของเราจะไม่มีวันมั่นคงและยั่งยืน จะนำไปสู่การหลงผิดคิดว่าตัวเองรู้แจ้งแล้ว ทั้งที่จริงแล้วเราไม่ได้รู้แจ้ง

  • พระโพธิสัตว์ในร่างสตรี

    การที่พระโพธิสัตว์มาปรากฏใน “ร่างสตรี” นั้นมีนัยสำคัญทั้งในทางตำนาน และทางธรรม ดังนี้ 1. เพื่อ “สยบมานะ” และเข้าถึงใจสัตว์โลก ในทางมหายาน พระโพธิสัตว์มักจำแลงกายเป็นสตรีเพื่อลดความแข็งกระด้างของผู้ที่จะไปโปรด เมตตาบารมี: ร่างสตรีเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนโยนและการให้อภัยแบบแม่ (Motherly Love) ซึ่งช่วยให้สัตว์โลกกล้าเข้าหาและรับธรรมะได้ง่ายขึ้น เช่น เจ้าแม่กวนอิม (พระอวโลกิเตศวร) ที่เดิมมีลักษณะบุรุษ แต่เปลี่ยนเป็นสตรีเพื่อโปรดชาวจีนในยุคที่เต็มไปด้วยสงคราม #การเอาชนะราคะ: บางตำนานเล่าว่าพระโพธิสัตว์จำแลงเป็นหญิงงามเพื่อดึงคนหิวกามให้เข้ามาหา แล้วจึงแสดงธรรมให้เห็นถึง “ความไม่เที่ยง” ของสังขารในภายหลัง 2. ตาม “วาระ” และ “กรรม” ของผู้ที่จะโปรด พระโพธิสัตว์จะเลือกกายที่ “เหมาะสมกับภารกิจ” (Skillful Means) #หากต้องโปรดกลุ่มสตรีหรือนางในวัง #การเป็นสตรีจะทำให้คลุกคลีและสอนธรรมได้สะดวกโดยไม่ผิดจารีต ในคัมภีร์ วิมลเกียรตินิเทศสูตร มีบทสนทนาเรื่อง “เพศ” ว่าแท้จริงแล้ว “สภาวะธรรมไม่มีเพศ” การปรากฏเป็นชายหรือหญิง #เป็นเพียงภาพมายาที่พระโพธิสัตว์ใช้สอนธรรมเท่านั้น 3. การบำเพ็ญบารมีในฐานะสตรี (สายเถรวาท) ในทางเถรวาท แม้พระพุทธเจ้าองค์จริงจะเป็นบุรุษ แต่ก่อนจะได้รับพุทธพยากรณ์ #พระโพธิสัตว์สามารถเกิดเป็นผู้หญิงได้ บำเพ็ญในร่างสตรี: ในช่วงที่ยังไม่ได้นับว่าเป็น “นิยตโพธิสัตว์”…

  • อย่าคาดหวังว่าจะทำอะไรให้เสร็จง่าย

    อย่าคาดหวังว่าจะทำอะไรให้เสร็จง่ายๆ หากเจ้าบังเอิญได้อะไรมาง่ายๆ เจตจำนงจะอ่อนแอลง #จงพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อทำสิ่งที่เราทำอยู่สำเร็จผล”

  • กระท่อม วิมุตติ

    การเข้าถึงจิตวิญญาณหรือเทวดาประจำตัวมักจะใช้ภาษาน้อยมากในการเผยแพร่ธรรมทั้งนี้เพราะตระหนักได้ดีถึงขีดความสามารถอันจำกัดของภาษาและจะย้ำอยู่เสมอว่าธรรมนั้นอยู่เหนือภาษาเกินกว่าความสามารถของภาษาที่จะพูดถึงหรือแจกแจงถึงได้นอกจากนี้ยังนิยมใช้ภาษาในทางผกผันหรือกลับไปกลับมาด้วย