กระบวนการสื่อสาร

?️? กระบวนการสื่อสารทางจิตของมนุษย์ที่เรียกว่าโทรจิตนี้เป็นการสื่อภาษาจิตที่เกิดขึ้นพร้อมพร้อมกันกับการเกิดกระบวนการสร้างพลังงานใหม่ของจิตเมื่อมีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นให้รับรู้ด้วยตนเองได้ว่ามีอารมณ์รู้สึกเกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้นซึ่งตลอดทั้งวันมนุษย์จะมีอารมณ์แปลกๆใหม่ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลานั่นเท่ากับว่ามนุษย์ได้สร้างพลังงานใหม่ด้วย #แก่นแท้คือจิตตนเองอยู่ตลอดทั้งวัน เช่นเดียวกันและถ้าในแต่ละครั้งที่มนุษย์มีการสั่นสะเทือนเป็นอารมณ์รู้สึกมนุษย์ก็จะได้ใส่รหัสทางจิตของตนด้วยการคิดนึกหรือต้องการผสมผสานคลื่นอารมณ์เข้าไปด้วย #แทนที่มนุษย์จะสร้างพลังงานใหม่ด้วยจิตตนเองอย่างเดียว ในขณะนั้นคลื่นพลังงานใหม่ของจิตยังจะทำหน้าที่เป็น #พาหนะหรือพาหะ ที่จะนำเอารหัสการคิดต้องการคิดไปกับคลื่นความถี่ทางอารมณ์ซึ่งอยู่ในรูปของคลื่นความถี่ทางไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวกด้วยเพื่อส่งตรงไปยังจิต?️? ซึ่งเป็นแก่นแท้ของอีกรูปธรรมหนึ่งหรืออีกสรรพสิ่งหนึ่งที่เขามีคุณสมบัติในการรับรู้ได้และยังคิดรู้ได้อีกต่างหากด้วยจึงถือได้ว่าการโทรจิตจากจิตสู่จิตกับกระบวนการสร้างใหม่นั้นเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง

Similar Posts

  • จิตใจเป็นสิ่งสำคัญ

    ไม่ว่าเราจะพบเจอสิ่งใด จิตใจเป็นสิ่งสำคัญ #ให้ตรงต่อความคิด#ให้ตรงต่อจิต#ให้ตรงต่อใจ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดให้คุณมีปัญญาแล้วเทวดาจะคุ้มครอง ด้วยรัก #MAEKHUNOY#เทวดาประจำตัว ไม่ว่าเราจะพบเจอสิ่งใด จิตใจเป็นสิ่งสำคัญ #ให้ตรงต่อความคิด#ให้ตรงต่อจิต#ให้ตรงต่อใจ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดให้คุณมีปัญญาแล้วเทวดาจะคุ้มครอง ด้วยรัก #MAEKHUNOY#เทวดาประจำตัว ชมรมสายใยไทยแทนคุณแผ่นดิน  รางวัล บุคคลต้นแบบแห่งปี 2564สาขา นักพัฒนาวัฒนธรรมดีเด่น

  • สั่งจิต

    #ถึงประตูธรรม ๑๙/๑/๖๙ สั่งจิต ไม่ใช่การใช้ความโลภบังคับให้รวย แต่คือการ “ตั้งโปรแกรมสัจจะ” ลงไปในดวงจิตเพื่อให้เทวดาประจำตัวทำงานได้ง่ายขึ้นในยุคศิวิไลซ์นี้ การสั่งจิตที่ได้ผลที่สุดต้องประกอบด้วยหลักการดังนี้ 1. สั่งจิตบนฐานของ “สัจจะ” (อำนาจสั่งการ) หากเราเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น การสั่งจิตจะได้ผลเกือบ 100% #เพราะจิตใต้สำนึกเชื่อถือในอำนาจวาจาของคุณวิธีปฏิบัติ: ก่อนจะสั่งจิตเรื่องใหญ่ ให้ฝึกสั่งเรื่องเล็กๆ แล้วทำตามให้ได้ เช่น “วันนี้ข้าพเจ้าจะยิ้มให้ได้ทั้งวัน” เมื่อทำได้ จิตจะเริ่มบันทึกว่า “คำสั่งของคนนี้คือเรื่องจริง” 2. สั่งจิตด้วยความ “เบา สบาย” (คลื่นความถี่สูง) #หากเราสั่งจิตด้วยความเครียดหรือความอยาก (เช่น “ต้องรวยๆๆ”) จิตจะบันทึก “ความขาดแคลน” แทนวิธีปฏิบัติ: ให้สั่งจิตในขณะที่ใจกำลังโปร่ง ยิ้มที่มุมปาก แล้วบอกว่า “ข้าพเจ้าคู่ควรกับทรัพย์ใหญ่ที่เทวดาจัดสรรไว้ให้ ด้วยใจที่เบาสบาย” คลื่นที่เบาจะเชื่อมต่อกับมิติที่ 5 ได้ทันที 3. สั่งจิตให้ “อุดรอยรั่ว” (ป้องกันบารมีไหลออก) #การสั่งจิตที่มีพลังที่สุดคือการสั่งเพื่อขัดเกลาตนเอง  คำสั่งจิต: “นับแต่นี้ ข้าพเจ้าสั่งให้จิตของข้าพเจ้า หยุดนินทา หยุดเพ่งโทษ #และมองเห็นแต่ความดีของผู้อื่น” เมื่อรอยรั่วถูกปิด บุญเก่าจะไหลกลับมาหนุนดวงชะตาทันที 4. สั่งจิตด้วยความ “กตัญญู”…

  • ครูมีกรรมนะแต่มีใจที่ดีมากกว่า

    #ครูมีกรรมนะแต่มีใจที่ดีมากกว่า #กรรมปกครองดวงดาวและโชคชะตาของคนเรา #แต่กรรมนั้นควบคุมด้วยอํานาจจิตของคนเรา อะไรที่เป็นอยู่ไม่จําเป็นต้องเป็นเจตจํานงอิสระของมนุษย์และความมุ่งมั่นของพระเจ้าสามารถเปลี่ยนหลักสูตรของเหตุการณ์ในชีวิตของเขาหรืออย่างน้อยก็ช่วยลดแง่มุมที่ไม่พึงประสงค์ #คนที่ร่างกายและจิตใจแข็งแรงมากไม่อาจจะมีอิทธิพลทางโหราศาสตร์ที่ไม่พึงประสงค์อาจไม่มีปฏิกิริยาที่สังเกตได้ภายนอกเลยแม้ในขณะที่การสั่นสะเทือนที่ชั่วร้ายอาจแผ่มาจากการกําหนดค่าเชิงลบของ เขาเป็นดวงดาว #แต่ถ้าร่างกายและจิตใจอ่อนแอลงจากการกินผิด คิดผิด นิสัยไม่ดี และจิตสำนึกไม่ดี #รังสีดาวฤกษ์มีพลังในการกระตุ้นผลอันตรายที่แฝงจากกรรมในอดีต  วันนี้ครูงดเข้าสอนออนไลน์นะค่ะ30-1-2022 

  • #ผู้หยั่งรู้

    #ผู้หยั่งรู้ ตามหลักจิตวิทยา… Empathy(การหยั่งรู้วาระจิต)แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ…คือ 1. ‘#การหยั่งรู้ที่มีความเข้าใจในด้านของปัญญา และองค์ความรู้ ‘ซึ่งมีขีดความสามารถในการเข้าใจว่าผู้คนรู้สึกอย่างไร และกำลังคิดอะไรอยู่ และการหยั่งรู้ในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เกิดการถ่ายทอดข้อมูลที่สามารถเข้าถึงผู้อื่นได้อย่างตรงประเด็นที่สุด 2. ‘#การหยังรู้วาระจิตในด้านอารมณ์’(หรือที่เรียกว่า รับอารมณ์ผู้อื่น) จะมีขีดความสามารถในการแบ่งปันความรู้สึกของบุคคลอื่น ซึ่งบางคนได้เปรียบเทียบไว้คล้ายประโยคที่ว่า…. “ความเจ็บปวดของคุณมันอยู่ในหัวใจของฉัน” …..ซึ่ง การหยั่งรู้ ฯ ในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดการสร้างอารมณ์ร่วมในการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน 3. ‘#การหยั่งรู้ที่เป็นไปด้วยความเมตตา-กรุณา’ (หรือที่เรียกว่า เอื้ออาทร ) ซึ่งมีลักษณะของการแสดงออกที่มากกว่าแค่การทำความเข้าใจผู้อื่นหรือแค่แบ่งปันความรู้สึกให้กับพวกเขา: แต่การหยั่งรู้ในลักษณะนี้…มันกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำจริง ๆ… #แต่สำหรับ Empathy …จะทำมากกว่าแค่แสดงความเสียใจหรือส่งการ์ด.. แต่จะเริ่มให้เวลาไปกับความพยายามในการใช้การหยั่งรู้ในระดับปัญญา ฯ  (ลักษณะที่ 1)เพื่อค้นหาว่า– พวกเขาสูญเสียใคร ?– พวกเขาใกล้ชิดกับคนนี้มากแค่ไหน?– และนอกจากพวกเขาจะได้รับความรู้สึกเจ็บปวดและสูญเสียแล้ว ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ? ฯ #ตามต่อด้วยการหยั่งรู้ด้านอารมณ์ (ลักษณะที่ 2)ซึ่งจะทำให้ไม่เพียงแค่เข้าใจความรู้สึกของเพื่อน และแบ่งปันให้พวกเขาเท่านั้น แต่จะพยายามเชื่อมต่อกับพวกเขาด้วยความรู้สึกเศร้าโศกอย่างลึกซึ้งและความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่มาจากภายในตัวคุณ ซึ่งคุณยังคงจดจำได้เมื่อคราวที่คุณได้สูญเสียใครบางคนไป หรือหากคุณไม่เคยมีประสบการณ์ในการสูญเสียเช่นพวกเขา ก็อาจเกิดจินตภาพขึ้นว่าคุณรู้สึกอย่างไรหากคุณต้องสูญเสียใครบางคน #ท้ายที่สุด (ลักษณะที่ 3)การหยั่งรู้ที่ทำให้คุณต้องลงมือปฏิบัติที่ทำให้คุณอาจเข้าไปช่วยให้คำแนะนำ ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ เพื่อที่เพื่อนของคุณจะได้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหา…

  • พลังงาน

    #พลังงาน ผู้ที่เศร้าเสียใจเพราะพลังงานตกต่ำมาพบแม่ครูจักกลายเปลี่ยนเป็นผู้ที่ตื่นรู้และเบิกบาน #แบบฉับพลันท่านส่งต่อคลื่นมหาปัญญาเขาแกนกลางของดวงวิญญาณด้วยพลังจิต เราทุกคนต่างเคยประสบกับความรู้สึกหดหู่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนบางคน #โดยทั่วไปแล้วความรู้สึกนี้มักจะอธิบายว่าถูกดูดเข้าไปในแง่ลบของพวกเขาหรือถูกครอบงำโดยการปรากฏตัวของใครบางคน พวกเราส่วนใหญ่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังที่อาจมีอยู่ภายในห้อง พลังงานเหล่านี้ค่อนข้างยากที่จะอธิบายหรือเข้าใจ ความเชื่อของเราคือพลังงานบางส่วนเป็นของญาติผู้ล่วงลับหรือคนใกล้ชิด#แต่ผู้นำทางวิญญาณของเรารู้สึกถึงพลังเหล่านี้เพื่อเราจริงๆ  #คนส่วนใหญ่กลายเป็นคนขี้ระแวงในทันทีเมื่อมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและออร่าเกิดขึ้น ปิดความคิดและเยาะเย้ยความคิดโดยไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจแนวคิดที่แปลกใหม่สำหรับพวกเขา ที่น่าสนใจคือ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังค้นพบหลักฐานที่สนับสนุนสมมติฐานที่ว่าเรามีแหล่งพลังงานอยู่รอบตัวเรา และบางคนได้ศึกษาถึงผลกระทบที่มีต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเราด้วย  เราจะสำรวจแนวความคิดบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณเหล่านี้จากมุมมองทางวิทยาศาสตร์ และพยายามให้หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการค้นพบที่น่าสนใจเกี่ยวกับรัศมีของมนุษย์ #พลังงานประเภทต่างๆเราเริ่มเข้าใจแนวคิดเรื่องพลังงานและการสั่นสะเทือนแล้ว พวกเราเกือบทุกคนมีโอกาสการจัดเรียงอนุภาคเล็กๆ ในร่างกายเรา #พิจารณาจากพลังงานและความถี่การสั่นที่แตกต่างกัน การไหลของน้ำในร่างกายก็ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน หากมีปฏิสัมพันธ์ดังกล่าว เหตุใดจึงควรทำให้เสียชื่อเสียงว่าพลังงานเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนด้วยและกำหนดพฤติกรรมของเราในรูปแบบต่างๆ  คุณสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงในด้านพลังงานและแน่นอนการเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจและร่างกายจะเกิดขึ้นในภายหลัง คุณรู้ไหม #จิตสำนึกของเราเป็นส่วนหนึ่งของโลกวัตถุ และสามารถส่งผลโดยตรงต่อความเป็นจริงของคุณ #หากเข้าใจเรื่องใดถูกจะคิดถูกทำถูกตามมา

  • #อุปสรรคใหญ่ของลูกศิษย์ใหม่#ของท่านอาจารย์คืออะไรครับ ?

    #อุปสรรคใหญ่ของลูกศิษย์ใหม่#ของท่านอาจารย์คืออะไรครับ ?คำตอบหลวงปู่ชา : ทิฐิ ความเห็นและความนึกคิดเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวง เกี่ยวกับตัวเขาเอง เกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนา เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า หลายๆ ท่านที่มาที่นี่ มีตำแหน่งการงานสูงในสังคมบางคนเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่ง หรือได้ปริญญาต่างๆ ครูและข้าราชการ สมองของเขาเต็มไปด้วยความคิดเห็นต่อสิ่งต่างๆ เขาฉลาดเกินกว่าที่จะฟังผู้อื่น เปรียบเหมือนน้ำในถ้วย ถ้าถ้วยมีน้ำสกปรกอยู่เต็มถ้วยน้ำก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เมื่อได้เทน้ำเก่านั้นทิ้งไปแล้วเท่านั้น ถ้วยนั้นก็จะใช้ประโยชน์ได้ ท่านต้องทำจิตให้ว่างจากทิฐิ แล้วท่านจึงจะได้เรียนรู้การปฏิบัติของเรานั้นอยู่เหนือความฉลาดหรือความโง่ #ถ้าท่านคิดว่า..ฉันเก่ง ฉันรวย ฉันเป็นคนใหญ่คนโตฉันเข้าใจพระพุทธศาสนาแจ่มแจ้งทั้งหมด เช่นนี้แล้ว ท่านจะไม่เห็นความจริงในเรื่องอนัตตา หรือความไม่ใช่ตัวตน ท่านจะมีแต่ตัวตน ตัวฉัน ของฉัน แต่พระพุทธศาสนา คือ การละตัวตน เป็นความว่าง เป็นความไม่มีทุกข์ เป็นนิพพาน