เทวดาประจำตัวมีจริงหรือไม่ คืออะไร

เทวดาประจำตัวตอบว่ามีจริง แล้วคืออะไร  การอธิบายในเนื้อหานี้ คือรูปธรรมทางพลังงานชนิดหนึ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณซึ่งเป็นแก่นแท้ของมนุษย์ คำว่าเทวดาประจำตัวถูกจำกัดความในความหมายของภาษาเรียก เพียงเท่านั้น และแนวการปฏิบัติของสิ่งที่ถูกเรียกชื่อหรือความเชื่อ
          ทั้งหมดนี้จะสามรถไขปริศนาได้ให้ท่านได้เมื่อท่านได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งพลังงาน หรือมีโอกาส ได้รู้จักเทวดาประจำตัว แล้วเท่านั้น ท่านจึงจะทราบความหมายของสิ่งๆนั้น ได้ด้วยตัวท่านเอง

Similar Posts

  • แม่ครูน้อยครูผู้มีจิตว่าง

    แม่ครูน้อยครูผู้มีจิตว่างท่านสามารถรู้ภาษาสัตว์ ภาษาของหลายๆมิติวันนี้ท่านสวดมัตตราลงอักขระชื่อของท่านบนกรอบพญานาค เพื่อความอุดมสมบูรณ์สำหรับผู้ เชื่อและศรัทธาแม่ครูน้อยครูผู้ถือสัจจะบารมีท่านอธิษฐานสิ่งใด #ล้วนสำเร็จไวดั่งเช่นจิตของท่านที่เร็วสำหรับผู้ที่สั่งกรอบภาพปั้นปู่ย่านครารอคิวการส่งนะค่ะ ในแต่ละวันหากไม่จำเป็นท่านแม่ครูจะไม่พูดเว้นเสียแต่สอนนักเรียนประจำและสอนออนไลน์ในแต่ละคืนโดยมากท่านจะงดเว้นการสื่อสารในสิ่งที่ไม่จำเป็น#แม่ครูน้อย#ประตูธรรม๕หนเหนือ#เทวดาประจำตัว

  • เร็วได้ ก็เสื่อมได้

    #ไปเร็วได้#ก็เสื่อมได้#ไม่ควรประมาท  ศึกษาเส้นทางจิตอริยะดีกว่าใช้ ทิฐิมานะ (ชนะตน)อวดดื้อถือดี ความดื้อรั้นความตะแบงทั้งที่รู้ว่าผิดแต่ไม่ยอมรับและไม่ยอมแก้ไข #วิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนา#ความรักและความเห็นอกเห็นใจ การมีชีวิตอยู่ในยุคนี้เหมือนการติดอยู่บนเกาะที่มีปีศาจกินมนุษย์ เราไม่สามารถผ่อนคลายใจของเราได้ ทุกสถานการณ์ที่เราเจอสามารถ #เปลี่ยนเป็นแหล่งความทุกข์ยากได้อย่างง่ายดาย #และใครก็ตามที่เราพบมีแนวโน้มที่จะนําเราหลงผิด สิ่งหนึ่งที่แน่นอน #มีเพียงครูทางจิตวิญญาณเท่านั้นที่สามารถให้คําแนะนําที่ถูกต้องแก่เราได้ สิ่งนี้ควรจะชัดเจนในจิตใจของเรา เนื่องจากจิตใจถูกหลอกได้อย่างง่ายดายโดยการรับรู้ที่หลอกลวงของปรากฏการณ์ทางกายภาพและพัวพันได้ง่ายจากการพูดคุยทางโลกที่หลอกลวง #มันจะไม่ดีกว่าที่จะออกไปยังสถานที่โดดเดี่ยวเพื่อวิเวกและนั่งสมาธิ? นั่นคือวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาความรักและความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึ

  • Empathy ( #การหยั่งรู้วาระจิต)

    Empathy ( #การหยั่งรู้วาระจิต) #แตกต่างจาก Sympathy (ความสงสาร)Sympathy จะเป็นความรู้สึกของความเศร้าโศกหรือเวทนาไปกับผู้ที่ประสบกับความทุกข์ยากลำบากในบางเรื่องราว…..แต่ Empathy คือการเสียสละ และแสดงออกด้วยการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นซึ่งในขณะที่ Empathy จะดูเหมือนเป็นเรื่องที่เป็นไปด้านบวก และมีจริยธรรมอันสูงส่ง ทั้งยังมีหลักการในการปฏิบัติที่ดีก็ตามที แต่ก็มีบางคนเชื่อว่า การหยั่งรู้วาระจิตผู้อื่นมากเกินไป ก็อาจเป็นอันตรายต่อความผาสุกของตัว Empath (ผู้หยั่งรู้วาระจิต) เอง และอันตรายนั้นอาจลามไปถึงระดับโลกอีกด้วยเพราะพฤติกรรมของการหยั่งรู้วาระจิต (Empathy) ที่มากเกินไปนั้น จะไปรบกวนต่อการตัดสินใจที่ควรจะเป็นไปตามเหตุผล ซึ่งสืบเนื่องจากการที่พวก Empath ชอบที่จะใช้หัวใจนำทางมากกว่าสมอง ซึ่งอาจทำให้พวกเขาสูญเสียภาพที่กว้างขึ้นของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวก็เป็นได้ตามหลักจิตวิทยา… Empathy (การหยั่งรู้วาระจิต) แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ…คือ1. ‘การหยั่งรู้ที่มีความเข้าใจในด้านของปัญญา และองค์ความรู้ ‘ซึ่งมีขีดความสามารถในการเข้าใจว่าผู้คนรู้สึกอย่างไร และกำลังคิดอะไรอยู่ และการหยั่งรู้ในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เกิดการถ่ายทอดข้อมูลที่สามารถเข้าถึงผู้อื่นได้อย่างตรงประเด็นที่สุด2. ‘การหยังรู้วาระจิตในด้านอารมณ์’ (หรือที่เรียกว่า รับอารมณ์ผู้อื่น) จะมีขีดความสามารถในการแบ่งปันความรู้สึกของบุคคลอื่น ซึ่งบางคนได้เปรียบเทียบไว้คล้ายประโยคที่ว่า…. “ความเจ็บปวดของคุณมันอยู่ในหัวใจของฉัน” …..ซึ่ง การหยั่งรู้ ฯ ในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดการสร้างอารมณ์ร่วมในการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน3. ‘การหยั่งรู้ที่เป็นไปด้วยความเมตตา-กรุณา’ (หรือที่เรียกว่า เอื้ออาทร…

  • อย่าประมาทตนอย่าประมาทข้อธรรม

    #อย่าประมาทตนอย่าประมาทข้อธรรม22-1-2022ครูได้มาคัดสรรคขนมไทย #ที่ร้านหอมรัญจวนจ.เชียงราย เพื่อนำไปถวายเป็นภัตตาหารเลี้ยงพระในวันที่ 23 มกราคม ที่วันถ้ำป่าอาชาทอง จ.เชียงราย ซึ่งปีนี้ครูและนักเรียนร่วมเป็นเจ้าภาพซื้อที่ดินจำนวน 1 ไร่ สนับสนุนกองงานศาสนาร่วมซื้อที่ดิน สร้างเขตธุดงค์กรรมฐาน เป็นเงิน50,000 บาท โดยมีท่านนายกกาญจนา(คุณติ๊ก)นายกเทศบาล บ้านหลวงศิริ จ.ชัยภูมิหนึ่งในนักเรียนที่ครูสอน และครูฟอร์ดSchool of life ร่วมชิมขนมและคัดสรรคของคาวหวาน ถวายพระอริยะสงฆ์ในวันออกนิโรธสมาบัติ ครูบาเหนือชัย โฆสิโตซึ่งปีนี้ครูไม่ได้ไปร่วมงานในวันดังกล่าวเพราะติดงานสอน นร.รุ่น 47 คุณติ๊กได้ถามครูว่าเหตุใดแม่ครูรู้ธรรมแล้วด้วยปัญญาเช่นนี้จึงต้องสนทนาธรรมอีก#ครูได้ให้ปัญญาคุณติ๊กว่าบัณฑิตคือผู้เป็นพหูสูตควรคบหาบัณฑิตด้วยกันแม้เราจะเก่งกล้าสามารถแต่ก็ต้องลดตัวเพื่อสอบความรู้ตนเอง ถ้าเราเข้าใจดีแล้วว่า สิ่งที่เรารู้นั้นถูกก็จงกาเครื่องหมายลงในข้อชอบจากนั้นลองหาคู่ธรรมตรวจเครื่องหมายดูให้เราชัดเจนและไม่ประมาทในการใช้ชีวิตด้วยสติบัณฑิตควรมี ธรรม 8 ประการสังฆเภทขันธกะดังนี้1. ฟังคนอื่น2.ทำให้คนอื่นฟังตน 3.คงแก่เรียน 4.ทรงจำดี 5.รู้คำพูดของคนอื่น 6.ทำให้คนอื่นรู้คำพูดของตน 7.ฉลาดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ 8.ไม่ชวนทะเลาะโดยเฉพาะหลักธรรมข้อที่ว่าด้วยการฟังคนอื่น : ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องไม่ยึดติดความคิดเห็นของตนเป็นที่ตั้ง แต่จะต้องฟังคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องฟังคู่กรณีแห่งความขัดแย้งคงแก่เรียน : ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องเป็นพหูสูตคือสดับตรับฟังมากในศาสตร์ต่างๆ ซึ่งจะต้องนำมาเป็นข้ออ้างอิง และเกื้อกูลต่อการเจรจาผู้ไกล่เกลี่ยรู้คำพูดของคนอื่น : ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องมีความรู้มีความเข้าใจในภาษา และเนื้อหาที่คู่กรณีแต่ละฝ่ายพูดเป็นอย่างดีว่าหมายถึงอะไรทำให้คนอื่นรู้คำพูดของตน : ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องมีศิลปะในการพูดให้คนอื่นฟังโดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่กรณีเข้าใจคำพูดของตนว่า สิ่งที่ตนพูดหมายถึงอะไร ผู้เป็นบัณฑิตทุกคนแม้จะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถแต่ก็ต้องแสดงความรู้ความสามารถของตนให้บัณฑิตผู้รู้เป็นผู้รับฟังในทัศนคติด้วย ครูมีพระอาจารย์สุทธิพงษ์…

  • ผ่าน 1 ปีของการฝึกฝน

    ผ่าน 1 ปีของการฝึกฝน#พึ่งเริ่มตั้งไข่คุณฝน ศิษย์ 1 ใน 3 ของนักเรียนที่ผ่านการฝึกฝน 1 ปี ด้าน กาย จิต จิตวิญญาณ#หนึ่งในผู้พบเจอเทวดาประจำตัวจริง ที่ได้รับโอกาสสดับคำสอนจากจิตสู่จิตถือเป็นบัณฑิตตัวอย่างอีก 1 ท่านที่ดำเนินตามคำสอนอย่างมีระเบียบและวินัยทำให้สามารถใช้ชีวิตของผู้ปฏิบัติสองมิติได้อย่างสมดุลย์จากผู้สงสัย กลายเป็นได้รู้จากตัวกู กลายเป็น ส่วนหนึ่งจากความกลัว เป็นความ เข้าใจจากความไม่เข้าใจ กลายเป็น วิชชาจากน้ำตา กลายเป็น หัวเราะ คนเราจะได้มีโอกาสได้พบเจอเทวดาประจำตัวเป็นสิ่งที่ไม่รู้ว่าในชีวิตนี้จะมีผู้ใดสอนเรื่องนี้อีกประการสำคัญชีวิตของคนเราเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งยากต่อการเข้าใจและสลับซับซ้อนต้องมีระดับสติปัญญาอย่างเข้าใจและแยบยลที่มนุษย์หนึ่งคนจะสามารถรังสรรค์ความสมดุลย์ต่อการใช้ชีวิตสองมิติแบบนี้ได้ #เราเป็นดวงวิญญาณ ที่ต้องขัดเกลาครูมีนักเรียนมากมายกว่า 300 ชีวิตที่ได้เจอเทวดาประจำตัวแต่ก็ช่างน่าเสียดายว่าพวกเขาทั้งหลายยังไม่เข้าใจความหมายของชีวิตและจิตวิญญาณโชคดีของชีวิต

  • สาเหตุทางพลังงาน “ทำไมเงินจึงไหลออก”

    เจริญรุ่งเรือง” ทางจิตวิญญาณและทางโลกมีองค์ประกอบสำคัญที่เกิดจากการจัดการพลังงานในตัวดังนี้ 🚩#เป็นผู้มีสัจจะบารมีคนเจริญรุ่งเรืองคือคนที่ “พูดคำไหนทำคำนั้น” สัจจะเป็นตัวสร้างแรงดึงดูดทางพลังงานที่แรงที่สุด เมื่อมีสัจจะ สนามพลังงานรอบตัวจะมีความเข้มแข็ง ทำให้หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองและได้รับการสนับสนุนจากเทวดาประจำตัวมีสภาวะ “ใจเบา ใจสบาย ความรุ่งเรืองจะไหลเข้าหาผู้ที่มีพลังงาน ความสุขและปล่อยวางได้เก่งคนที่เจริญจะไม่แบกความทุกข์ไว้นาน แต่จะรักษาจิตให้ “ว่าง” และ “เบา” อยู่เสมอ ⚠️ เพื่อให้ พลังงานทรัพย์ สามารถไหลเข้าสู่จิตได้โดยไม่มีอะไรอุดตัน 🚩#เป็นผู้มีความกตัญญูสูงกตัญญูคือ “ประตูเปิดบารมี” คนที่เจริญรุ่งเรืองตามแนวทางนี้จะกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และเทวดาประจำตัวพลังงานความกตัญญูจะช่วยสลาย พลังงานยัน (อุปสรรค) และเปลี่ยนเป็นพลังงานหนุนนำให้ชีวิตก้าวกระโดด 🚩 #บันทึกจิตด้วยกระแสกุศลเสมอแทนที่จะบันทึกความโกรธหรือความอิจฉา คนเจริญจะฝึก “บันทึกจิตใหม่” ให้เห็นแต่โอกาส ความดีงาม และความยินดีกับผู้อื่น (มุทิตาจิต) สภาวะนี้จะทำให้เกิด พลังงานสะท้อน กลับมาเป็นโชคลาภและความสำเร็จ 🚩ไม่มีจุด “#พลังงานรั่ว”คนเจริญจะระวังคำพูด (ไม่นินทา ไม่ดูถูกผู้อื่น) และอารมณ์ เพราะรู้ว่าการเพ่งโทษคนอื่น คือการเปิดรอยรั่วให้บุญไหลออก เขาจึงมุ่งเน้นการปรับปรุงตนเองมากกว่าการจับผิดผู้อื่น เชื่อมต่อกับเทวดาประจำตัวได้ชัดเจน คนกลุ่มนี้จะมีสัญชาตญาณ (ญาณ) ที่แม่นยำ เพราะสนามพลังงานสะอาด ทำให้รับการชี้แนะจากเทวดาได้ทันท่วงที ทำให้ตัดสินใจในเรื่องธุรกิจหรือชีวิตได้อย่างถูกต้อง…