พระโพธิสัตว์ที่ประทับอยู่ในใจ

?️?#พระโพธิสัตว์ที่ประทับอยู่ในใจ
ไม่ค่อยยอมค้นหา แค่พอเดือดร้อน
ก็ค่อยเรียกพระโพธิสัตว์ภายนอกมา
ขัดตาทัพไปวันๆใจพระโพธิสัตว์ในตัวที่ประกอบด้วย ปัญญา กรุณา ปณิธาน
และความงดงามแห่งการใช้ชีวิต
ไม่รู้หายไปตั้งแต่เมื่อไร
#ไม่เคยเห็นจะมีใครตามหา

⭐️?#จะต้องเรียนวิชาพระโพธิสัตว์พื้นฐานซ้ำๆไปถึงเมื่อไร

ไม่อยากขยับวิริยะฐานะกันบ้างเหรอ
เพียรกันแทบตาย ผ่านพบชาติมากันไม่
จบไม่สิ้น #สุดท้ายก็พบแต่ความล้มเหลว

หันมาใส่ใจพระโพธิสัตว์ในตัวกันบ้างนะ
เมื่อใส่ใจ ” ใจพระโพธิสัตว์ ” ในตัว

ทุกๆที่ที่ได้ยืนอยู่ ก็ประดุจพุทธเกษตรนั่นเอง

Similar Posts

  • บุคคลที่มารจะไม่เสียเวลาเข้าไปวุ่นวายหรือสอบผ่านได้ยาก

    #ธรรมจากประตู๑๒/๑๑/๖๙ ตามแนวทางของ แม่ครูน้อยประตูธรรม ๕ หนเหนือ (#ท่านแม่ครูน้อยลองมาแล้ว) มีบุคคลประเภทที่ “มาร” (พลังงานลบหรือบททดสอบทางจิต)#จะไม่เสียเวลาเข้าไปวุ่นวายหรือสอบผ่านได้ยาก#จนในที่สุดมารก็ต้องล่าถอยไปเอง ซึ่งมีลักษณะดังนี้ #คนที่ไม่มี “เหยื่อล่อ” (ไร้อัตตา) มารมักใช้ความโกรธ ความโลภ หรือความหลงตัวตนเป็นเหยื่อล่อ #แต่สำหรับบุคคลที่วางเฉย ไม่ยินดียินร้ายกับคำชมหรือคำด่า มีสภาวะ ใจเบา ใจสบาย เป็นปกติ #มารจะหาจุดเกาะเกี่ยวในใจไม่ได้ เมื่อไม่มี “เชื้อไฟ” มารก็จุดไฟไม่ติด คนที่ “รักษาสัจจะ” ดุจชีวิต บุคคลที่มี สัจจะบารมี แก่กล้า พูดคำไหนทำคำนั้นอย่างเด็ดขาด พลังงานของสัจจะเป็นคลื่นที่ “คม” และ “หนักแน่น” มากจนมารเกรงกลัว #มารจะรู้ว่าสอบไปก็เสียเวลา เพราะคนกลุ่มนี้จะไม่ยอมผิดคำพูดหรือผิดศีลไม่ว่าจะถูกบีบคั้นเพียงใด คนที่มี “#กำแพงความกตัญญู” หนาแน่น บุคคลที่บันทึกจิตด้วยความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และเทวดาประจำตัวอยู่ทุกลมหายใจ จะมีสนามพลังงาน (Aura) ที่สว่างไสวมาก #แสงสว่างนี้เป็นพิษต่อมารที่มีคลื่นความถี่ต่ำ มารจะไม่กล้าเข้าใกล้เพราะจะถูกแผดเผาด้วยพลังงานบริสุทธิ์ คนที่ไม่เปิด “รอยรั่วทางบุญ” (ไม่นินทา ไม่เพ่งโทษ)…

  • สิ่งที่ “เทวดามิจฉาทิฏฐิ” กลัวที่สุดคือ “ความซื่อตรงและความใสสะอาดของดวงจิต”

    “เทวดามิจฉาทิฏฐิ” (เทวดาที่ยังมีความยึดติดในอัตตา ชอบการสรรเสริญ หรือมีมิติจิตที่ไม่บริสุทธิ์) จะมีความเกรงกลัวต่อสภาวะพลังงานบางประการที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ กลัว “สัจจะบารมี” ที่เด็ดขาด เทวดากลุ่มนี้มักทำงานผ่านการล่อลวงหรือการต่อรอง แต่จะเกรงกลัวผู้ที่รักษา สัจจะ (พูดคำไหนทำคำนั้น) อย่างที่สุด เพราะพลังของสัจจะเป็นอำนาจสั่งการ มิติพลังงานที่ “เฉียบขาด” และไม่มีช่องว่างให้การบิดเบือนเข้าแทรกแซงได้ กลัว “พลังความกตัญญู” ที่ใสสะอาด ความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และเทวดาประจำตัว เป็นคลื่นความถี่สูงมาก (High Frequency) ซึ่งเทวดามิจฉาทิฏฐิที่มีพลังงานความถี่ต่ำกว่าจะไม่สามารถทนสู้รัศมีแสงสว่างนี้ได้ พลังความกตัญญูจะสร้าง “สนามพลังบุญ” ที่เข้มแข็งจนพลังงานมิติมืดเข้าไม่ถึง กลัว “ใจที่เบา สบาย และว่าง” เทวดามิจฉาทิฏฐิชอบเกาะกินอารมณ์ที่หนักหน่วง เช่น ความโลภ ความโกรธ หรือความอยากเด่นอยากดัง แต่จะกลัวและอึดอัดกับจิตที่อยู่ในสภาวะ “ใจเบา ใจสบาย” (มิติที่สูง) #เพราะจิตที่ว่างไม่มีจุดเกาะเกี่ยวให้เขาดึงเข้าสู่วงจรการแลกเปลี่ยนพลังงานที่ผิดทาง กลัว “การไม่เพ่งโทษผู้อื่น” ช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดที่เทวดามิจฉาทิฏฐิจะเข้าครอบงำได้คือ “รอยรั่วทางบุญ” ที่เกิดจากการนินทาและเพ่งโทษ หากเราปิดรอยรั่วนี้ได้ด้วยการไม่จับผิดใคร แต่มุ่งดูจิตตนเอง เรรจะกลายเป็นบุคคลที่ “#ไร้รอยต่อทางพลังงาน” ซึ่งมิติมืดไม่กล้าเข้าใกล้ กลัว…

  • คนที่มีความสุข

    #คนที่มีความสุข โลกสวยงาม คิดบวกตลอดเวลา หมายความว่า เป็นพวกที่ทำอะไรก็สำเร็จไปเสียหมด มีวิธีมองโลกให้สดใสไปทุกอย่าง ถ้าความจริงไม่ดี ก็มองให้มันดีเสีย จึงไม่ค่อยได้เจอความทุกข์ เมื่อไม่ค่อยได้พบความทุกข์ จึงไม่รู้จะปฏิบัติธรรมไปทำไม เชื่อว่าตนเองจัดการทุกอย่างได้ บุคคลพวกนี้ จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง เพราะเป็นไปได้ว่า ชั่วชีวิตเขาอาจไม่ได้ลงมือปฏิบัติธรรมเพื่อลดทอนภพชาติได้เลย พูดมากเกินไป หมายความว่า เมื่อหาความรู้ได้แล้ว แทนที่จะลงมือปฏิบัติ กลับนำความรู้มาโต้เถียง วิเคราะห์ เที่ยวจับผิดสำนักนั้น สำนักนี้ โดยที่ไม่ได้ลงมือพัฒนาจิตใจของตน ผลที่ตามมาก็คือ จิตใจจะยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะอัตตาตัวตนพอกพูน คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่นเพราะรู้หลักธรรมมาก ยึดติดกับรูปแบบอัตลักษณ์ หมายความว่า มีความเข้าใจผิด ชอบคิดว่าการปฏิบัติธรรมจะต้องทำในวัด นุ่งขาวห่มขาว ต้องมีกฏระเบียบที่แตกต่างไปจากการใช้ชีวิตธรรมดา คนกลุ่มนี้จะติดวัดเป็นพิเศษ ชอบหาเวลาเข้าวัดไปปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ได้ไปวัด จะรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรมไม่ได้ สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า ไปติดสังคมในวัด ไปหาเพื่อนคุยในวัด ซึ่งกลายเป็นกับดักอีกรูปแบบหนึ่ง ปฏิบัติผิดวิธี หมายความว่า เป็นกลุ่มที่โชคร้าย เพราะคิดดี และต้องการทำดี แต่ไปเจออาจารย์ไม่ดี เจออรหันต์ปลอม เจอสิบแปดมงกุฏ จึงทำให้การปฏิบัติผิดทิศผิดทางไปหมด คล้ายๆกับองคุลีมาลที่ถูกอาจารย์หลอก ในข้อนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการคบหากัลยาณมิตร…

  • ราคาแห่งการตื่น

    “#ราคาแห่งการตื่น“ของดวงวิญญาณที่รู้ตัวเพื่อจะพัฒนาไปสู่ #จิตวิญญาณ * คุณจะรู้สึกเจ็บปวด* คุณจะสงสัยตัวเองเป็นพันครั้ง* พวกเขาจะบอกคุณว่าคุณกำลังจะบ้า* คุณจะสูญเสียเพื่อน*บางครั้งครอบครัวของคุณก็ไม่เข้าใจคุณ* ผู้คนจะเกลียดคุณโดยไม่มีเหตุผล* คุณจะพัฒนานิสัยแปลก ๆ* คุณจะต่อสู้กับสัตว์ประหลาดของคุณ(กลัวอัตตา) และความไม่รู้* คุณจะไม่สนใจว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับคุณ* คุณจะรู้สึกไม่เหมาะกับโลกนี้* คุณจะเลือก* และคุณจะค่อยๆถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง #แต่ทุกอย่างจะคุ้มค่า…ไม่มีใครส่องสว่างตัวเองด้วยการจินตนาการถึงร่างของแสง แต่ด้วยการตระหนักถึงความมืดรอบตัวเราและที่สถิตอยู่ในตัวเรา” #การปลุกจิตวิญญาณที่แท้จริงไม่ใช่การกอดรัด แต่เป็นถังน้ำเย็น สิ่งที่จะให้บริการคุณที่ลูบไล้อัตตาของคุณด้วยเสียงกระซิบจินตนาการหรือความโหยหา เมื่อคุณต้องการเพียงแค่การเขย่าแรงๆ #เพื่อให้คุณได้สมมติอย่างแท้จริงว่าชีวิตคืออะไร การตื่นขึ้นทางวิญญาณที่แท้จริงคือกระบวนการแห่งการทำลายล้าง เป็นการพังทลายสิ่งลวงตาของทุกสิ่งที่คุณไม่ใช่ 

  • 5 บทเรียนชีวิตขั้นพื้นฐาน ที่ทุกคนควรเรียนรู้ในชีวิตนี้

    ชีวิตก็เหมือนกับการล้มแล้วลุกใหม่ กระบวนการรับความรู้และบทเรียนการเรียนรู้ ในฐานะมนุษย์ เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้สมบูรณ์แบบ พวกเราส่วนใหญ่จะทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เรามีความสามารถในการเรียนรู้จากความผิดพลาดซึ่งสอนให้เราเติบโตในฐานะบุคคล บางบทเรียนลึกซึ้งกว่าบทเรียนอื่น สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่าบทเรียนชีวิต ความรู้ประเภทนี้ถือเป็นแพ็คเกจล้ำค่าที่เราพยายามจะพกติดตัวไปตลอด แต่บางครั้ง บางคนมักจะลืมสิ่งนี้และพวกเขาจำเป็นต้องได้รับการเตือน ความรู้ส่วนใหญ่ของบทเรียนชีวิตเป็นเพียงการช่วยและแจ้งตัวเอง บางทีคนอื่นอาจได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ในบางจุดผ่านทางคุณ แต่โดยพื้นฐานแล้วความรู้นี้มีไว้เพื่อช่วยเหลือคุณและมีเพียงคุณเท่านั้น การลืมสิ่งเหล่านั้นจะสร้างปัญหามากขึ้นเท่านั้นและอาจส่งผลด้านลบตามมาด้วย ดังนั้น แม้ว่าจะมีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเล็กน้อย แต่ก็คุ้มค่า เพื่อตัวคุณเอง อย่าลืมบทเรียนชีวิตทั้ง 5 ข้อนี้อีก ชีวิตคือสิ่งที่คุณสร้างขึ้นไม่มีเหตุผลว่าทำไมคำพูดนี้จะถูกทำซ้ำจึงมักจะเป็นก็มีเป็นจำนวนมากของความจริงมัน คุณเป็นผู้กำกับชีวิตของคุณเอง นั่นคือส่วนที่คนมักจะลืม ไม่ใช่ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา บางคนอยากจะมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้ มากกว่าสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ เช่น การกระทำของพวกเขาเอง การตั้งตัวเองเป็นเหยื่อและโทษโลกทั้งใบสำหรับตำแหน่งที่คุณอยู่ ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ง่ายแต่เมื่อเวลาผ่านไป มันจะลากคุณลงไปอีก ให้พยายามมุ่งเน้นไปที่แง่มุมต่างๆ ที่คุณสามารถควบคุมได้และจุดที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง สิ่งต่างๆ อาจไม่ได้รับการแก้ไขในหนึ่งหรือสองวัน แต่การเข้ามาควบคุมอีกครั้ง คุณสามารถสร้างผลลัพธ์ของคุณเองได้อย่างแท้จริง แม้ว่าจะใช้เวลานานกว่านั้นก็ตาม อย่าปล่อยให้ชีวิตของคุณถูกคนอื่นดำเนินไป มันคือชีวิตของคุณ ความรับผิดชอบของคุณ คุณแสดงตัวเองว่าคุณสามารถทำอะไรได้บ้าง การเปลี่ยนแปลงอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคุณ อย่ากลัวที่จะทำมันสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามแผนเสมอไปบางครั้งสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณและในบางครั้งก็ไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อคุณสังเกตเห็นว่าคุณกำลังมุ่งหน้าไปในทางที่ผิด อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนทิศทาง การดื้อรั้นและดำเนินต่อไปในทิศทางที่ผิดเดิมจะทำให้คุณอยู่ห่างจากจุดหมายปลายทางมากขึ้นเท่านั้นอุปมานี้สามารถใช้ได้กับทุกแง่มุมของชีวิตเรา ปลายทางสามารถมีความหมายที่แตกต่างกันสำหรับทุกคน ซึ่งอาจรวมถึงคนที่คุณมีส่วนร่วมหรือเป้าหมายที่คุณกำหนดไว้สำหรับตัวคุณเองหากคุณตระหนักถึงบางสิ่งหรือบางคนที่กีดกันคุณไม่ให้เติบโตและรู้สึกมีความสุขอย่าคาดหวังว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนไป คุณจะต้องทำการเปลี่ยนแปลง บางคนจะยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น แต่นี่คือจุดที่คุณเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณ…

  • ขยายหัวใจของคุณ

    ขยายหัวใจของคุณ ค้นหาวิธียกระดับและเปิดใจของคุณเพื่อประโยชน์ของตัวคุณเองและผู้อื่น ความรักที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและพลังงานสั่นสะเทือนที่ยกระดับโลกยกระดับความถี่ของคุณและช่วยให้ผู้อื่นรู้สึกดีในกระบวนการ#ฝึกฝนความกตัญญู ซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อทุกสิ่งในชีวิตของคุณแม้ว่าคุณจะคิดว่ามันเป็นแง่ลบในตอนแรก มีเหตุผลและวิญญาณพยายามแสดงให้คุณเห็นบางสิ่งที่มีความสำคัญต่อการเติบโตของคุณใช้ความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้ในแต่ละเดือนและฝึกฝนการรวบรวมแนวคิดในชีวิตประจำวัน ในไม่ช้าการโอบกอดพระเจ้าในตัวคุณและคนอื่น ๆ ผ่านการฝึกฝนความซื่อสัตย์ทางวิญญาณกลายเป็นธรรมชาติที่สอง