การอยู่ในวงของการกระทำซ้ำ ๆ นั้น

การอยู่ในวงของการกระทำซ้ำ ๆ นั้น
ไม่ใช่ปัญหา แต่ไม่รู้ การรู้ว่าเราอยู่ใน
วงของรูปแบบการคิดซ้ำ ๆ เป็นปัญหา
เพราะจนกว่าเราจะตระหนักถึงรูปแบบที่เรา
จะติดอยู่ในวงเดียวกันอย่างไม่มีกำหนด

การทำลายรูปแบบไม่ใช่จุดจบของเกมอย่างที่คุณจะวนซ้ำในที่สุด

?️?#ดังนั้นจงระวังการวนซ้ำและแก้ไขกระบวนการคิดไปสู่สภาวะจิตใจที่เหมาะสมที่สุดของคุณ

⭐️⭐️ คิดดี รู้สึกดี ชีวิตดี

Similar Posts

  • ตั้งสติ

    ตั้งสติ เราอยู่ในสังคมที่ผู้คนขาดความฉลาดทางอารมณ์ และไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนเองให้หลุดลอยไปกับความคิดที่วอกแวกได้ เอาชนะสิ่งนี้ด้วยการนั่งสมาธิ อย่างน้อย 10 นาทีทุกวัน(เพิ่มเป็น 15 นาทีใน 10 วันที่ผ่านมา)ดีที่สุด!

  • สั่งจิต

    #ถึงประตูธรรม ๑๙/๑/๖๙ สั่งจิต ไม่ใช่การใช้ความโลภบังคับให้รวย แต่คือการ “ตั้งโปรแกรมสัจจะ” ลงไปในดวงจิตเพื่อให้เทวดาประจำตัวทำงานได้ง่ายขึ้นในยุคศิวิไลซ์นี้ การสั่งจิตที่ได้ผลที่สุดต้องประกอบด้วยหลักการดังนี้ 1. สั่งจิตบนฐานของ “สัจจะ” (อำนาจสั่งการ) หากเราเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น การสั่งจิตจะได้ผลเกือบ 100% #เพราะจิตใต้สำนึกเชื่อถือในอำนาจวาจาของคุณวิธีปฏิบัติ: ก่อนจะสั่งจิตเรื่องใหญ่ ให้ฝึกสั่งเรื่องเล็กๆ แล้วทำตามให้ได้ เช่น “วันนี้ข้าพเจ้าจะยิ้มให้ได้ทั้งวัน” เมื่อทำได้ จิตจะเริ่มบันทึกว่า “คำสั่งของคนนี้คือเรื่องจริง” 2. สั่งจิตด้วยความ “เบา สบาย” (คลื่นความถี่สูง) #หากเราสั่งจิตด้วยความเครียดหรือความอยาก (เช่น “ต้องรวยๆๆ”) จิตจะบันทึก “ความขาดแคลน” แทนวิธีปฏิบัติ: ให้สั่งจิตในขณะที่ใจกำลังโปร่ง ยิ้มที่มุมปาก แล้วบอกว่า “ข้าพเจ้าคู่ควรกับทรัพย์ใหญ่ที่เทวดาจัดสรรไว้ให้ ด้วยใจที่เบาสบาย” คลื่นที่เบาจะเชื่อมต่อกับมิติที่ 5 ได้ทันที 3. สั่งจิตให้ “อุดรอยรั่ว” (ป้องกันบารมีไหลออก) #การสั่งจิตที่มีพลังที่สุดคือการสั่งเพื่อขัดเกลาตนเอง  คำสั่งจิต: “นับแต่นี้ ข้าพเจ้าสั่งให้จิตของข้าพเจ้า หยุดนินทา หยุดเพ่งโทษ #และมองเห็นแต่ความดีของผู้อื่น” เมื่อรอยรั่วถูกปิด บุญเก่าจะไหลกลับมาหนุนดวงชะตาทันที 4. สั่งจิตด้วยความ “กตัญญู”…

  • เหตุที่พระพุทธองค์ทรงนั่งสมาธิ

    #เหตุที่พระพุทธองค์ทรงนั่งสมาธิ ทำไมพระพุทธองค์จึงทรงบำเพ็ญเพียรภาวนาต่อไปทั้งๆ ที่พระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตอนนี้พบว่าคำตอบนั้นธรรมดาพอที่จะเห็น#ความสุขนั้นไม่เที่ยงเหมือนสิ่งอื่นใดเพื่อให้ความสุขได้รับการขยายและต่ออายุ คุณต้องเรียนรู้วิธีเลี้ยงความสุขของคุณ ไม่มีอะไรสามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากอาหาร รวมทั้งความสุข #ความสุขของคุณสามารถตายได้ หากคุณไม่รู้จักวิธีบำรุงเลี้ยงมัน หากคุณตัดดอกไม้แต่ไม่ใส่น้ำ ดอกไม้จะเหี่ยวภายในสองสามชั่วโมง #แม้ว่าความสุขจะแสดงออกมาแล้วแต่เราก็ต้องหล่อเลี้ยงมันต่อไป บางครั้งสิ่งนี้เรียกว่าการปรับสภาพ และมันสำคัญมาก เราสามารถกำหนดร่างกายและจิตใจของเราให้มีความสุขได้ด้วยการปฏิบัติ 5 ประการ คือการปล่อยวาง การเชื้อเชิญเมล็ดบวก สติ สมาธิ และญาณทิพย์ 1. #ปล่อยวางวิธีแรกในการสร้างความสุขและความสุขคือการละทิ้ง มีความสุขที่เกิดจากการปล่อยวาง พวกเราหลายคนผูกพันกับหลายสิ่งหลายอย่าง เราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการอยู่รอด ความมั่นคง และความสุขของเรา แต่หลายสิ่งหลายอย่าง—หรือพูดให้ตรงกว่าคือ ความเชื่อของเราเกี่ยวกับความจำเป็นอย่างยิ่ง—เป็นอุปสรรคต่อความยินดีและความสุขของเราจริงๆ 2. #เชิญเมล็ดพันธุ์เชิงบวกเราแต่ละคนมี “เมล็ดพืช” หลายชนิดที่ฝังลึกอยู่ในจิตสำนึกของเรา สิ่งที่เรารดน้ำนั้นเป็นสิ่งที่งอกขึ้นมาในการรับรู้ของเราและแสดงออกสู่ภายนอก 3. #ความสุขที่เกิดจากสติสติไม่เพียงแต่ช่วยให้เราสัมผัสกับความทุกข์เท่านั้นเพื่อให้เราสามารถโอบรับและเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่ยังได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของชีวิตรวมถึงร่างกายของเราเองด้วย หายใจเข้าก็เป็นสุข หายใจออกก็เป็นสุขได้เช่นกัน คุณมาเพลิดเพลินไปกับการหายใจของคุณอย่างแท้จริง 4. #ความเข้มข้นสมาธิเกิดจากการมีสติสัมปชัญญะ สมาธิมีพลังทะลุทะลวง เผาผลาญความทุกข์ยากที่ทำให้คุณทนทุกข์ และปล่อยให้ปีติและความสุขเข้ามาการอยู่กับปัจจุบันขณะนั้นต้องใช้สมาธิ ความกังวลและความกังวลเกี่ยวกับอนาคตมีอยู่เสมอพร้อมที่จะพาเราไป เราสามารถเห็นพวกเขา รับทราบ และใช้สมาธิของเราเพื่อกลับไปสู่ปัจจุบันขณะ 5. Insight ด้วยสติ เรารับรู้ถึงความตึงเครียดในร่างกายดูความคิด จิตใจ และการเคลื่อนไหวดูอะไรบวก อะไรลบ ที่เกิดขึ้นกับคุณ เจาะเข้าไปถึงแกนกลางของดวงวิญญาณพบเจอเทวดาประจำตัวของคุณเข้าไปสู่ในกระบวนการของญาณทิพย์ตรวจสอบระบบคงค้างที่คุณยังไม่มีโอกาสได้เข้าถึงกระบวนการลำดับที่ห้านี้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อการเปลี่ยนแปลงพลวัต

  • จิตวิญญาณเกิดขึ้นทางพลังงานรูปแบบใด

    จิตวิญญาณเกิดขึ้นได้จากสภาวะการแตกตัวของวิญญาณ ที่ได้รับพลังจากจิตใต้สำนึก (พลังจิต) หรือการสั่นสะเทือนที่สะสมในระดับสูง (พลังขั้ว+สูง) ซึ่งการทำความสะอาดในพื้นที่จิตใต้สำนึกที่มีพลังงานลบ (-) สะสมนี้ ต้องอาศัยความรู้และความเพียร ทางปฏิบัติธรรมใช้วิธี กัมมัฎฐาน 38 วิธี (เจโตวิมุต) หรืออานาปานสติ (ปัญญาวิมุต) หรืออีกหนทางหนึ่งซึ่งต้องอาศัยผู้เชียวชาญให้คำชี้แนะ คือหนทางวชิระวิมุติ ซึ่งทางนี้จะมีความเกี่ยวข้องและสามารถอธิบายเกี่ยวกับเรื่องพลังงานลึกลับภายในมนุษย์ได้ การพบเจอ เทพพรหม เพื่อเป็นทางให้มนุษย์เดินจิตขึ้นสู่มิติที่สูงต่อไปได้ และยังมีวิธีการเข้าถึงจิตวิญญาณอีกหลายทาง ผู้ฝึกจำเป็นต้องศึกษาผู้ชำนาญและผู้รู้ที่สามารถอธิบายได้กระจ่างจริง มิเช่นนั้นท่านอาจพาดวงวิญญาณของตน หลงเส้นทางการฝึกฝนได้ ศิษย์ที่ดีต้องมีครู

  • ความศักดิ์สิทธิ์ของอักขระนาครีย์

    #ความศักดิ์สิทธิ์ของอักขระนาครีย์#และอักขระกูโบ๊ส “เทวดาพูดภาษาอะไร?”มาทำความรู้จัก ภาษา “กูโบ๊ส – กูต๊าบ”เทพยาดาท่านใช้สื่อสารกันภาษา “กูโบ๊ส – กูต๊าบ” #ภาษาของพรหมใช้ คือ กูโบ๊สส่วนภาษาของวิญญาณในภพสัมภเวสี และวิญญาณชั้นต่ำใช้ คือ กูต๊าบ  ในการติดต่อและกระทำพิธีกรรมพวกพรหมชั้นสูงจะใช้ภาษา “กูโบ๊สขั้นสูง” เรียกว่า “ปุริสคาเบ๊ส” พรพรหมชั้นกลางใช้กูโบ๊สแบบ “รอเฟน”พวกพรหมชั้นต่ำและเทพชั้นสูงให้กูโบ๊สแบบ “มินกะเอน” ในการติดต่อสื่อสารและกระทำพิธีพวกวิญญาณเทพชั้นกลางและเทพเจ้าโดยทั่วไป ใช้ภาษา “เช็คราวาตี” ในการติดต่อและกระทำพิธีคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ยุคดึกดำบรรพ์ใช้อักขระกูโบ๊สจารึกและปราชญ์ทางนิรุกติศาสตร์ลงความเห็นว่า “ภาษากูโบ๊ส คือ ต้นกำเนิดของอักขระเทวนาครีย์” #ในประเทศไทย ยังมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในภาษากูโบ๊ส – กูต๊าบ นั่นคือ ดร.พระธรรมโมลี (ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ) หลวงพ่อทองอยู่ไปศึกษาสันสกฤตระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมัทราส เมืองมัสราส รัฐทมิฬนาดู ประเทศอินเดียในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ASHVAGHOSA’S WORK” (งานของท่านอัศวโฆษ) ท่านอัศวโฆษ นี่แหละคือเสาเอกของบวรพุทธศาสนานิกายมหายาน โดยลูกศิษย์ท่านนามว่า นาคารชุน นำมาปฏิบัติและเผยแพร่ จนกลายเป็นนิกายที่สำคัญไป ซึ่งยึดเอา อวตังสกสูตร เป็นแม่บทของนิกาย คามแตกฉานอย่างกว้างไกลและลุ่มลึกในภาษาสันสกฤตของหลวงพ่อเจ้าคุณ…

  • นี่คือสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าคุณอาจเป็นคนลึกลับ

    ?️? #นี่คือสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าคุณอาจเป็นคนลึกลับ 1) #การเชื่อมต่อส่วนบุคคลมากกว่าข้อความและหลักคำสอนนักเวทย์ต้องการเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณ เป็นการส่วนตัว แทนที่จะพึ่งพาประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของคนอื่น พวกเขาชอบที่จะได้ยินเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้อื่น แต่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับพวกเขา 2) #ตั้งคำถามเสมอ โดยธรรมชาติแล้ว ผู้วิเศษคือพวกนอกรีต พวกเขาถามคำถามที่บางคนคิดว่าไม่ควรถาม พวกเขาสงสัยเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และธรรมชาติของการดำรงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบความเชื่อทางศาสนา ไม่ยึดติดกับกระบวนทัศน์แบบเก่า 3) #อาศัยสัญชาตญาณ มีความสามารถในการพึ่งพาความเข้าใจอย่างถ่องแท้และการรับรู้โดยสัญชาตญาณ สิ่งเหล่านี้จำเป็นสำหรับผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณ 4) #มองเห็นความจริงภายใน วัดความสำเร็จบนเส้นทางจิตวิญญาณตามการนำทางภายในของตนเอง มากกว่ารูปแบบและพิธีกรรมภายนอกบางอย่าง จุดประสงค์เดียวของพิธีกรรมคือการกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจบางอย่างภายใน 5) #มองขึ้นไปบนดวงดาวด้วยความประหลาดใจ เวลามองขึ้นไปบนฟ้า ทำให้คุณหลุดพ้นจากความเป็นตัวเองหรือไม่? แม้ว่าคุณจะไม่ได้คิดถึงความเวิ้งว้างของจักรวาล แต่สิ่งนี้ก็ยังเป็นสัญญาณของการมองโลกที่ลึกลับ ซึ่งหมายความว่าคุณกำลังเชื่อมต่อกับความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในจักรวาล 6) #รู้สึกเห็นอกเห็นใจกันมาก บ่อยครั้งมากเกินไป มีแนวโน้มที่จะอยู่เหนืออัตตา ดังนั้นขอบเขตระหว่างตนเองกับผู้อื่น #จึงไม่ถือตน 7) #การเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อคุณอยู่ห่างจากอารยธรรมเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ลึกลับ ไม่เพียงเพราะความโดดเดี่ยว แต่ยังเพราะความมหัศจรรย์ของโลกธรรมชาติปรากฏขึ้นต่อหน้าเราเมื่อเราไม่ถูกรบกวนจากเมือง 8. #การอุทิศตนเพื่อความจริง รักในข้อเท็จจริงและความรู้ ตรงข้ามกับความคิดเห็นและการคาดเดา ผู้แสวงหาความจริงที่แท้จริงนั้นหายาก