จักรวาลชอบคนเช่นไร


เรารู้สึกถูกกักขังกับร่างกาย ทารกและความคิดของเรา แม่ครูสอนลูกศิษย์#วิธีการถอดสติออกจากร่างกายทั้งสามและกลายเป็น หนึ่งเข้าสู่จิตวิญญาณ โดยการฝึกสมาธิโยคะของ แม่ครูน้อยสูงที่สุด ร่างกายธาตุลดการสั่นสะเทือนของอะตอมและกลายเป็น ปราณหรือพลังชีวิต โดยการทําสมาธิลึกขึ้น#จากนั้นด้วยปัญญา จิตสํานึกในความคิดจะกลายเป็นขยายตัวเข้าไปในสติคอสมิก ที่ไม่สามารถพบได้ในหนังสือ และสามารถเปิดเผยได้เฉพาะผู้ที่ชํานาญการปราณเท่านั้น ” ดังนั้น ผู้แสวงบุญที่รักบนเส้นทาง อ่านและแยกแยะคําเหล่านี้จากนั้นฝึกโยคะและแสดงออกในชีวิตของคุณ……..
#การคัดคนเข้าชีวิตไม่ใช่ เรื่องของการเลือกที่ฐานะหรือหน้าตา แต่คือการ “#คัดกรองด้วยระดับพลังงาน” เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่มีคลื่นความถี่ ต่ำมาดึงดวงชะตาหรือสร้างรอยรั่วทางบุญให้เรา 1. คัดคนด้วย “สัจจะ” (เสาสัญญาณ) ในปี 2026 นี้ #พลังของสัจจะรุนแรงมาก วิธีสังเกต: หากใครที่พูดแล้วไม่ทำ รับปากพล่อยๆ หรือผิดนัดเป็นประจำ คนเหล่านี้มีคลื่นพลังงานที่แตกพร่าการตัดสินใจ: #ไม่ควรให้คนไม่มีสัจจะเข้ามาเป็นหุ้นส่วน หรือคนสนิท เพราะเขาจะนำสภาวะ “งานติดขัด” และ “พลังงานรวน” มาสู่ชีวิตคุณ 2. คัดคนด้วย “วาจา” (หยุดคนนินทา)คนที่มีนิสัย นินทาและเพ่งโทษ คือคนที่มี “ขยะทิพย์” หนาแน่น วิธีสังเกต: หากใครเข้าหาเราแล้วเริ่มบทสนทนาด้วยการว่าร้ายผู้อื่น หรือจับผิดครูบาอาจารย์ ให้รู้ทันทีว่าเขากำลังนำ “รอยรั่ว” มาแบ่ง ให้เรา การตัดสินใจ: ให้รักษาระยะห่างทันที เพราะหากเราร่วมวงนินทาด้วย บารมีที่เราสะสมมาจะรั่วไหลออกไป และเกิดสภาวะ ญาณบอด ตัดสินใจอะไรก็พลาด 3. คัดคนด้วย “ความกตัญญู” (รากแก้ว) ความกตัญญูคือเครื่องบ่งบอกถึง “ท่อพลังงาน” ที่สะอาด…
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความตั้งใจของคุณ ดังนั้น ให้ตรวจสอบทัศนคติและแรงจูงใจของคุณตลอดเวลา ทุกคนต้องการความสุข แต่วิธีที่แท้จริงในการบรรลุความสุขที่สมบูรณ์แบบคือการนำความสุขไปสู่ผู้อื่นแคมป์ 46/2021
สิ่งที่ผสมผสานล้วนเป็นอนิจจังทุกอารมณ์คือความเจ็บปวดทุกสิ่งไม่มีการดํารงอยู่โดยธรรมชาตินิพพานอยู่เหนือแนวคิด เมื่อคุณได้พบคุรุภายในของคุณแล้วคุณควรตั้งมั่นศึกษา และใช้เวลาเดินทางด้วยสติ ยิ่งภายนอกจะล่อเป้าโจมตีคุณการได้พบครูจะเปรียบเสมือนแสงตะเกียงแก้ว ….ชี้บอกทางไป จงเข้าให้ถึงเทวดาประจำตัว #ความจริงคือเนื่องจากคุณจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้ตลอดไปจงเตรียมพร้อมสําหรับการเดินทางตอนนี้ พวกเราคนไหนที่ไม่คิดที่จะสร้างบ้านที่เราสามารถอาศัยอยู่ในหลายทศวรรษและนั่นจะคงอยู่ได้นานหลายศตวรรษหลังจากที่เราจากไป? พวกเราคนไหนบ้างที่ไม่เคยฝันที่จะสร้างโชคลาภและหลุดพ้นจากความกังวลไปตลอดชีวิต? “#ปีศาจแห่งนิรันดร์” นี้หลอกให้เราเชื่อสิ่งที่สามารถคงอยู่ตลอดไป #แต่ความเชื่อว่าสิ่งใดหรือใครก็ตามอาจเป็นของเราตลอดไปนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ผูกพันกับการผิดหวัง มันน่าเศร้าแค่ไหนที่เห็นผู้คนบนเตียงตายของพวกเขา ดังนั้นว้าวุ่นใจที่ความคิดที่จะทิ้งคนที่พวกเขารักไว้ข้างหลัง ดังนั้นจึงหมกมุ่นกับทรัพย์สินของพวกเขาและกับพินัยกรรมสุดท้ายของพวกเขาซึ่งในความจริงนั้นมีมากกว่ารายการสิ่งที่แนบมาด้วยของพวกเขา#กรรม อย่ามืดบอดต่อโชคชะตาที่รอพวกเขาอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นคนที่ถูกทรมานหากพวกเขาละเลยสิ่งที่มีความหมายอย่างแท้จริงอย่างสิ้นเชิง และโดยทางตรงกันข้าม การสร้างแรงบันดาลใจอย่างไรที่ได้ยินเกี่ยวกับหรือพบกับผู้ปฏิบัติงานที่ฉลาดและแท้จริงที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของสิ่งใดเลย แม้กระทั่งร่างกายของพวกเขา น้อยกว่าวัตถุหรือสถานที่ที่พวกเขาอาจอาศัยอยู่ ไม่ว่าทรัพย์สินใดก็ตามที่พวกเขาอาจมี พวกเขามองว่าเป็นสิ่งไม่จริงและภาพลวงตาในชั่วครู่หนึ่งก็ถูกกู้ยืม เราต้องเดินทางอีกยาวไกลเพื่อผ่านทั้งหกอาณาจักรเราควรเข้าใกล้ธรรมะเหมือนกะลาสีกําลังเตรียมการอย่างพิถีพิถันสําหรับการเดินทางทั่วโลกและเตรียมตัวให้พร้อมสําหรับการเดินทางที่ยาวไกลของเรา ผ่านความตายและการเกิดใหม่
#ผู้หยั่งรู้ ตามหลักจิตวิทยา… Empathy(การหยั่งรู้วาระจิต)แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ…คือ 1. ‘#การหยั่งรู้ที่มีความเข้าใจในด้านของปัญญา และองค์ความรู้ ‘ซึ่งมีขีดความสามารถในการเข้าใจว่าผู้คนรู้สึกอย่างไร และกำลังคิดอะไรอยู่ และการหยั่งรู้ในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เกิดการถ่ายทอดข้อมูลที่สามารถเข้าถึงผู้อื่นได้อย่างตรงประเด็นที่สุด 2. ‘#การหยังรู้วาระจิตในด้านอารมณ์’(หรือที่เรียกว่า รับอารมณ์ผู้อื่น) จะมีขีดความสามารถในการแบ่งปันความรู้สึกของบุคคลอื่น ซึ่งบางคนได้เปรียบเทียบไว้คล้ายประโยคที่ว่า…. “ความเจ็บปวดของคุณมันอยู่ในหัวใจของฉัน” …..ซึ่ง การหยั่งรู้ ฯ ในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดการสร้างอารมณ์ร่วมในการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน 3. ‘#การหยั่งรู้ที่เป็นไปด้วยความเมตตา-กรุณา’ (หรือที่เรียกว่า เอื้ออาทร ) ซึ่งมีลักษณะของการแสดงออกที่มากกว่าแค่การทำความเข้าใจผู้อื่นหรือแค่แบ่งปันความรู้สึกให้กับพวกเขา: แต่การหยั่งรู้ในลักษณะนี้…มันกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำจริง ๆ… #แต่สำหรับ Empathy …จะทำมากกว่าแค่แสดงความเสียใจหรือส่งการ์ด.. แต่จะเริ่มให้เวลาไปกับความพยายามในการใช้การหยั่งรู้ในระดับปัญญา ฯ (ลักษณะที่ 1)เพื่อค้นหาว่า– พวกเขาสูญเสียใคร ?– พวกเขาใกล้ชิดกับคนนี้มากแค่ไหน?– และนอกจากพวกเขาจะได้รับความรู้สึกเจ็บปวดและสูญเสียแล้ว ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ? ฯ #ตามต่อด้วยการหยั่งรู้ด้านอารมณ์ (ลักษณะที่ 2)ซึ่งจะทำให้ไม่เพียงแค่เข้าใจความรู้สึกของเพื่อน และแบ่งปันให้พวกเขาเท่านั้น แต่จะพยายามเชื่อมต่อกับพวกเขาด้วยความรู้สึกเศร้าโศกอย่างลึกซึ้งและความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่มาจากภายในตัวคุณ ซึ่งคุณยังคงจดจำได้เมื่อคราวที่คุณได้สูญเสียใครบางคนไป หรือหากคุณไม่เคยมีประสบการณ์ในการสูญเสียเช่นพวกเขา ก็อาจเกิดจินตภาพขึ้นว่าคุณรู้สึกอย่างไรหากคุณต้องสูญเสียใครบางคน #ท้ายที่สุด (ลักษณะที่ 3)การหยั่งรู้ที่ทำให้คุณต้องลงมือปฏิบัติที่ทำให้คุณอาจเข้าไปช่วยให้คำแนะนำ ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ เพื่อที่เพื่อนของคุณจะได้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหา…