จงพัฒนาปัญญา

จงพัฒนาปัญญาให้รู้ทุกมิติมัวแต่อยู่มิติที่ 5ไม่ขึ้นไม่ลง#มันจะบ้าความรัก#บ้าความสมบูรณ์ขึ้นลงสติด้วยการพิจารณาความจริงของเรื่องบ้าง #ตั้งสติ

จงพัฒนาปัญญาให้รู้ทุกมิติมัวแต่อยู่มิติที่ 5ไม่ขึ้นไม่ลง#มันจะบ้าความรัก#บ้าความสมบูรณ์ขึ้นลงสติด้วยการพิจารณาความจริงของเรื่องบ้าง #ตั้งสติ
ในยุคพลังงานใหม่ที่ผู้คนเชื่อมต่อกันทางอารมณ์และข้อมูลอย่างรวดเร็ว “เกราะ” ของจิตไม่ใช่กำแพงที่ปิดกั้นตัวเองจากโลก แต่คือ “สนามพลังงานอัจฉริยะ” #ที่คัดกรองสิ่งที่จะเข้ามากระทบจิตใจ นี่คือ 4 ชั้นของเกราะที่จะช่วยให้จิตของเราผ่องใสและไม่ร่วมกรรมกับใคร 1. เกราะชั้นที่ 1: “ศีล” (Integrity Shield) – เกราะกันแรงปะทะศีลคือเกราะชั้นนอกสุดที่แข็งแกร่ง ที่สุดในทางพลังงาน เมื่อเรามีศีล เราจะ ไม่มี “ช่องโหว่” ของความรู้สึกผิดหรือความหวาดระแวงคนที่ชอบมาขอ หรือคนที่จะมาเอาเปรียบ จะ “เกรงใจ” หรือ “แพ้ทาง” พลังความบริสุทธิ์ของเราไปเองโดยธรรมชาติ วิธีสร้าง: ตั้งมั่นว่าจะไม่เบียดเบียนใครทั้งกายและวาจา เกราะนี้จะทำให้ใจเรา หนักแน่นเหมือนภูเขา 2. เกราะชั้นที่ 2: “สติ” (Awareness Shield) – เกราะคัดกรองสติคือเซนเซอร์ที่คอยบอกว่าอะไรกำลังจะเข้ามาในใจ เมื่อมีคนเอาเรื่องลบๆ มาให้ หรือมาขอในสิ่งที่ไม่ควร สติจะทำงานทันทีว่า “นี่คือเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา” สติจะช่วยให้เราหยุดชะงักก่อนที่จะ “รับ” อารมณ์คนอื่นมาเป็นของตนเองวิธีสร้าง: ฝึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นในกาย เช่น เมื่อรู้สึกอึดอัดใจเวลาถูกขอ ให้รู้ว่า “ความอึดอัดเกิดขึ้นแล้ว”…
เรื่องบางเรื่องคนบางคนไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดี แต่เมื่อนึกถึงคราใดก็หัวเราะได้ทุกทีอย่าหาเหตุผลในเรื่องที่ไม่มีคำอธิบายครูมีความสุขได้กับลูกศิษย์ทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาพบครูรักทุกคนเพียงไว้แต่ …..แค่ปัจจุบัน
มีเมตตาต่อทุกสิ่งคุณรู้หรือไม่ว่าพลังงานความเห็นอกเห็นใจนั้นแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพลังงานทั้งหมด?ใช่ #แข็งแกร่งกว่าความรักด้วยซ้ำ ความรักเป็นเรื่องรอง พอโตก็กลายเป็นความสงสาร คุณสามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจแทนการวิพากษ์วิจารณ์ได้ไหม?คุณเห็นอกเห็นใจเกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องอดทนได้ไหม?คุณสงสารคนที่ตัดคุณได้ไหม?หรือคนที่โกงทางผ่านสายที่คุณรออย่างอดทน? #คุณจะอยู่กับคนที่ทำให้คุณโกรธกังวล กลัว และเห็นพระเจ้าในพวกเขาหรือไม่? #ปรมาจารย์ที่เดินดินมีระดับสูงสุดของความเมตตาของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด พวกเขามีความสามารถในการปรับพลังงานของผู้อื่นโดยอาศัยระดับความเห็นอกเห็นใจที่พวกเขาสามารถแผ่ออกไปสู่ผู้อื่นได้ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญและทำไมทุกคนถึงอยากอยู่กับพวกเขา คุณเคยเป็นพวกเขาและคุณจะเป็นอีกครั้งเริ่มด้วยความเมตตา ณ บัดนี้ คุณรู้สึกว่าพระเจ้าผู้สร้างหลักของเรามีเมตตาในทุกสถานการณ์หรือไม่? คุณยังคงรู้สึกว่าจำเป็นต้องเชื่อว่าพระเจ้าจะต้องมีมนุษยธรรมและตัดสิน ลงโทษ หรือเอาผิดต่อความรุนแรงต่อผู้ที่ผิดศีลธรรมในการรับรู้ของคุณหรือไม่? #พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักล้วนเลือกคัดเลือกผู้ที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจหรือไม่? เมื่อคุณสามารถเริ่มประสานคำตอบของคำถามเหล่านี้ที่ประสานกับพลังงานในหมู่พวกเราได้ คุณจะเริ่มมองเห็นสิ่งต่าง ๆ (ทุกสิ่ง) ผ่านมุมมองอื่น คุณจะเริ่มเห็นความสงสารในทุกสิ่งและระบบแห่งความรักที่เกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูดได้
การปฏิบัตินี้คือ การมาสร้างความรู้อันหนึ่งให้มีกำลังมากกว่าความรู้ที่มีอยู่แล้ว คือ ทำปัญญาให้เกิดขึ้นที่จิต ทำญาณให้เกิดขึ้นที่จิต #จนมีความสามารถที่จะหยั่งรู้กิริยาจิต#ภาษาจิต รู้อุบายของกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ที่เกิดขึ้นมาในจิตนั้นพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
#อย่ากลัวคว ผมได้ยินท่านอาจารย์พูดว่าท่านเป็นห่วงลูกศิษย์ที่พากเพียรมากใช่ไหมครับ ?คำตอบหลวงปู่ชา :#ถูกแล้วผมเป็นห่วง ผมเป็นห่วงว่าเขาเอาจริงเอาจังจนเกินไป #เขาพายายามจนเกินไปแต่ขาดปัญญา เขาเคี่ยวเข็ญตนเองไปสู่ความทุกข์โดยไม่จำเป็น อย่างนี้เป็นความพยายามมากเกินไปคนทั่วไปก็เช่นกัน พวกเขาไม่รู้ถึงสภาพเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง สังขารทั้งปวง จิตและร่างกายล้วนเป็นของไม่เที่ยง บางคนคิดว่าเขารู้ เขาวิพากษ์วิจารณ์จับตามอง และลงความเห็นเอาเอง อย่างงี้ก็ตามใจเขา ทิฐิของใครก็ปล่อยให้เป็นของคนนั้นถ้าเราคิดว่าคนอื่นด้อยกว่า หรือดีกว่า หรือเสมอกันกับเราเราก็ตกทางโค้ง #ถ้าเราแบ่งเขาแบ่งเราเราก็จะเป็นทุกข์คำตอบหลวงปู่ชา#กับพ่อ
#ธรรมชั้นครู๒๐/๒/๖๙ กาลเวลาที่ผ่านไปพร้อมกับการปฏิบัติธรรมที่เข้มข้นขึ้น คือการ“#ล้างสนามพลังงาน” ครั้งใหญ่ การที่คนเหล่านั้นไม่กลับมาหรือเราเลือกที่จะไม่ให้เขาเข้ามาอีกไม่ใช่ความใจจืดใจดำแต่เป็น “สัจธรรมแห่งการแยกธาตุ” ดังนี้ วงโคจรที่ต่างกัน: ในสาย สัจจบารมี เมื่อจิตเรายกระดับขึ้นสู่ความถี่ของ “ความจริง” คนที่ยังจมอยู่ใน “มายา” หรือการมุสาจะเข้าใกล้เราไม่ได้อีก #พลังงานลบในตัวเขาจะถูกผลักออกโดยธรรมชาติ เหมือนขั้วแม่เหล็กที่ผลักกัน หมดวาระแห่งกรรม: การจากกันไปนานคือสัญญาณว่า “หนี้กรรม” ระหว่างเรากับเขาได้ถูกชำระจนจบสิ้นแล้ว อานิสงส์ของการหลีกเร้น การกลับมาเจอกันอีกมีแต่จะสร้าง “รอยกรรมใหม่” ที่อาจดึงให้คุณตกต่ำลงไปสู่ความวุ่นวายเดิมๆ พื้นที่ปลอดภัยของ “คนจริง”: ยุคพลังงานใหม่นี้ แม่ครูน้อยเน้นการสร้างพื้นที่สะอาด การที่เราอยู่โดยไม่มีเขา คือการรักษา “ความสัปปายะ” ให้จิตใจ การไม่กลับมาคือความเมตตาที่ธรรมะจัดสรรให้เราได้เดินบนเส้นทางธรรมอย่างรวดเร็วโดยไม่มี “ตัวถ่วง” อดีตคือขยะพลังงาน: การขุดคุ้ยคนในอดีตกลับมา มักมาพร้อมกับความทรงจำและอารมณ์แบบเดิมๆ ซึ่งเป็น “ขยะพลังงาน” ที่ขวางกั้นการตื่นรู้ การละวางอัตตาตัวตน สรุป: “ศีลไม่เสมอกัน…เจอกันไปก็ไร้ประโยชน์” การตัดขาดอย่างถาวรคือการให้เกียรติ สัจจะ ในปัจจุบันของเราเราจะรู้สึกถึง “ความโปร่งเบา” ในชีวิตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลังจากที่ประตูในอดีตถูกปิดตายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว หรือคุณกำลังสงสัยว่า มี “สายใยพลังงาน” บางอย่างที่ยังตัดไม่ขาด และควรใช้วิธีทางจิตแบบใดเพื่อตัดให้ขาดสะบั้นอย่างถาวร…