การให้อภัยคนอื่นไม่ได้ทำให้อดีตดีขึ้น

?️?#การให้อภัยคนอื่นไม่ได้ทำให้อดีตดีขึ้น

แต่ทำให้ปัจจุบันและอนาคตของคุณดีขึ้น
ต่างหากเพราะคุณให้ความผาสุกแก่ตัวเองและสร้างพลังงานที่เป็นบวกมากขึ้นไว้ภายใน

คนอื่นอาจเคยทำสิ่งที่ให้อภัยไม่ลง
แม้อาจจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไรแต่เรายังฝังใจกับความรู้สึกที่เกิดการยึดตัวเองไว้กับความรู้สึกแย่ๆรังแต่จะส่งผลร้ายต่ออารมณ์ของเราและฉุดแรงสั่นสะเทือนให้ต่ำลง

?️? ผู้ที่ไม่สามารถให้อภัยคนอื่นที่ทำให้ตัวเองเจ็บปวดมีแต่จะตกเป็นเหยื่อเสียเองลองจินตนาการถึงการแตกกับใครบางคนที่ทรยศคุณสิแรกๆ คุณอาจเจ็บและโกรธพยายามออกห่างจากอีกฝ่ายแต่พอเวลาผ่านไปก็ลืมแล้ว

กระทั่งคุณเจอเขาอีกคราวนี้ความทรงจำที่ว่าเค้าทำอะไรกับคุณไว้บ้างก็จะย้อนกลับมารวมถึงความเจ็บปวดด้วยเพราะคุณไม่ได้ให้อภัยเขาจริง

#การทำเช่นนี้มีแต่จะทำร้ายจิตวิญญาณและนำไปสู่การตัดสินใจที่ทำลายล้างได้

?️? การให้อภัยไม่ใช่การยกโทษให้กับพฤติกรรมยำแย่ของคนอื่นและไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเชิญอีกฝ่ายกลับเข้ามาในชีวิตเสมอไป

Similar Posts

  • ในมิติของ “ยุคพลังงานชีวิตใหม่” และการรักษาจิตให้ผ่องใส การเจอกับ “#คนชอบขอ” 

    #ถึงประตูธรรม ๒๗/๑/๖๙ ในมิติของ “ยุคพลังงานชีวิตใหม่” และการรักษาจิตให้ผ่องใส การเจอกับ “#คนชอบขอ” (ทั้งขอเงิน ขอน้ำใจ หรือขอพลังงาน/Energy Vampire) เป็นบททดสอบสำคัญในการรักษาความสมดุลของตัวเอง วิธีรับมือโดย ไม่ร่วมกรรม และ จิตยังผ่องใส มีดังนี้: 1. แยกให้ออกระหว่าง “เมตตา” กับ “การทำร้าย” เมตตาที่ประกอบด้วยปัญญา: คือการให้ที่ทำให้ผู้รับดีขึ้นหรือพ้นทุกข์จริง การให้ที่ทำร้าย: หากการให้ของเราส่งเสริมให้เขา “#ไม่พึ่งพาตนเอง” หรือ “#เสพติดการแบมือขอ” นั่นคือการสร้างวงจรวิบากกรรมร่วมกัน  #เรากำลังขัดขวางไม่ให้เขาเรียนรู้บทเรียนชีวิตของตัวเอง 2. ฝึกทักษะการ “ปฏิเสธด้วยพลังงานบวก” การปฏิเสธไม่ได้แปลว่าใจดำ แต่เป็นการรักษาขอบเขต (Boundary): ใช้คำพูดที่เด็ดขาดแต่สุภาพ: “ครั้งนี้เราไม่สะดวกจริงๆ” #โดยไม่ต้องอธิบายเหตุผลยืดเยื้อเพราะการอธิบายมากเกินไปจะเปิดช่องให้เขาโน้มน้าวต่อ รักษาใจไม่ให้ขุ่นมัว: เมื่อปฏิเสธแล้ว ให้วางใจทันที ไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะเราได้พิจารณาด้วยเหตุผลแล้ว 3. รับมือกับ “Energy Vampire” (คนชอบขอความเห็นใจ/ขอพลังงาน)คนประเภทนี้จะชอบเอาเรื่องลบๆ มากรอกหู หรือมาขอให้เราช่วยแก้ปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ: ตั้งขีดจำกัดเวลา: “เรามีเวลาฟังแค่ 5 นาทีน้า…

  • “วิบากกรรมทางพลังงาน”

    นี่คือสภาวะ “สัจจะรั่ว” ที่อันตรายที่สุดในวิถีของ ท่านแม่ครูน้อย เพราะการให้สัจจะด้วยปากแต่ใจมี อัตตา คอยดึงไว้ไม่ให้ทำตามคำพูด คือการสร้าง “#วิบากกรรมทางพลังงาน“ ที่จะปิดกั้นความเจริญของคุณอย่างรุนแรง เมื่อการกระทำย้อนแย้งกับสัจจะที่ให้ไว้ จะเกิดผลกระทบต่อกายทิพย์ดังนี้ 1. “เทวดาถอยห่าง” พลังคุ้มครองพังทลาย สัจจะคือ “หัวใจของพลังงานจักรพรรดิ” เมื่อคุณรับปากว่าจะปฏิบัติหรือเข้าหาครูแล้วไม่ทำ เทวดาคุ้มครองและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสายวิชชาจะถือว่าคุณเป็น คนไร้สัจจะ ท่านจะถอนกระแสการหนุนหลังออกทันที ทำให้คุณกลายเป็นเป้านิ่งให้ มารแทรก และวิบากเก่ารุมเร้าได้ง่าย 2. อัตตาที่พองโตจนกลายเป็น “กำแพงนรก” การบอกว่า “เดี๋ยวจะมา” แต่ในใจแอบผลัดวันประกันพรุ่ง หรือแอบคิดว่า “ฉันทำเองได้” คือการเลี้ยง อนุสัย แห่งความประมาทและดื้อรั้น อัตตาตัวนี้จะค่อยๆ หนาขึ้นจนกลายเป็นกำแพงที่กั้นคุณจาก ประตูธรรม ๕ หนเหนือ แม้คุณจะมานั่งต่อหน้าครูในภายหลัง วิชชาที่รับไปก็จะไม่เข้าตัว เพราะใจคุณ “ด้าน” ไปเสียแล้ว 3. การ “บล็อกโภคทรัพย์” อย่างถาวร คนผิดสัจจะคือคนที่ทำลายแรงดึงดูดของตัวเอง เมื่อปากกับใจไม่ตรงกัน สนามพลังงานออร่าจะ สั่นพร่าและมัวหมอง ส่งผลให้เงินทอง โอกาส…

  • เหตุผลของคนตามหา เทวดาของตน

    เหตุผลของคนตามหา #เทวดาของตน #งานของคุรุ (หรือครูจิตวิญญาณ) หากครูเจอนักเรียนที่ต้องการฝึกจริงๆผู้ที่มีการคืนชีพอย่างแท้จริงคุรุไม่ควรซับซ้อนเกินไปกับทุกประเภทของคําและวลีและภาษา เขาหรือเธอควรจะเป็น“เหมือนเป็ดแยกนม ”(เชื่อกันว่าถ้าผสมน้ํากับนม เป็ดจะกินแต่นมเท่านั้น )อีกนัยหนึ่ง#งานสอนของครูควรชี้ตรงควรเข้าประเด็น ควรจะมีบรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจสําหรับการสอน การจัดเครื่องบูชาที่สวยงาม บางทีแม้กระทั่งบัลลังก์ #แต่คุณไม่ควรจะจุกจิกเกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมนี้ ไม่งั้นทั้งนักเรียนและครูจะเสียเวลาในการจัดระเบียบอุปกรณ์มากเกินไป ทัศนคตินี้ของครูสมัยใหม่หลายคน ทําเหมือนกับว่าพวกเขาคิดค้นความจริงต้องหยุดลง ความจองหองนี้ทําให้เกิดความจองหองมากขึ้น #และสร้างโลกที่เต็มไปด้วยคนที่ไม่เคยเคารพหรือแสดงความกตัญญูต่อแหล่งกําเนิดปัญญา #ที่ใดมีความเย่อหยิ่งที่นั้นไม่มีความนอบน้อม และไม่มีโอกาสที่จะตรัสรู้

  • ไม่ว่าจะเกิดอะไร

    ไม่ว่าจะเกิดอะไร จงปรับหัวใจตนเอง ทำความความดีให้มากขึ้น ปัญหามากมายสามารถแก้ไขได้โดยธรรมชาติ เพียงแค่รู้จักรอคอย สิ่งดีๆจะรอคุณอยู่สำคัญที่สุดของคนเราคือการควบคุมอารมณ์ เธอต้องยิ้มให้มากกว่านี้

  • ความมืด

    คุณไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ความมืดมาสร้างอารมณ์ใดๆ ในตัวคุณที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ พลังงานมืดไม่ฉลาด มันโง่ เมื่อรับรู้ถึงความดับของมันเอง มันก็ทำสิ่งต่าง ๆ ที่นำไปสู่ความตายต่อไป มันจะไม่ทำงานในครั้งนี้และคุณจะเห็นมัน คุณจะเห็นความพยายามที่จะทำให้เกิดการแบ่งแยกและจะไม่มีผลกับคุณในลักษณะเดียวกัน เมื่อคุณยืนอยู่ในแสงสว่าง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสัมผัสคุณได้ ใช้เทียนเล่มเดียวในการส่องสว่างพื้นที่ขนาดใหญ่และความมืดก็ต้องการจะพัดมันออกไป มันจะระเบิดออกมาได้อย่างไรเมื่อมีเทียนนับพันเล่มทั่วโลก? ฉันอยู่ข้างคุณ ช่วยให้คุณจุดเทียนและฉันจะไม่ทิ้งคุณคุณคือความแข็งแกร่งของฉัน เช่นเดียวกับที่คุณรู้สึกว่าฉันเป็นของคุณ#ขออภัยท่านดำมืดแต่เทียนเหล่านี้จะไม่ไปไหน#อยากได้ความมืดจงไปในที่มืดมิด #ความเป็นคู่รู้ดีว่าเมื่อใดที่ความไม่สมดุลเกิดขึ้น และความสัมพันธ์ของความมืดและความสว่างกำลังได้รับการปรับเทียบใหม่ มันจะเกิดขึ้นแม้กระทั่งในฝันของคุณ มันจะพยายามทุกครั้งที่ทำได้เพื่อทำให้คุณสงสัยในพลังงานใหม่ ชนะไม่ได้เพราะแพ้ไปแล้ว มันยังไม่รู้เลย แต่จะพยายาม…ยากมากที่จะทำให้คุณคิดว่ามีโอกาส #โปรดจำไว้เสมอว่าความมืดไม่มีพลังงานอาศัยอยู่ เป็นเพียงการไม่มีแสง ไม่มีพลังงานเป็นของตัวเอง มันอยู่ไม่ได้เมื่อมีแสงสว่าง มีอยู่ได้ก็ต่อเมื่อแสงจางลงเท่านั้น แสงจางลงได้อย่างไร? ความโกรธ ความเกลียดชัง ความเกลียดชัง ความกลัว ฯลฯ ฝ่ายมืดชอบสติระดับล่าง มันเติบโตที่นั่น ดังนั้นจงแสดงพลังของคุณ ยืนหยัดในพลังและแสงสว่างของคุณ และแสดงความมืดที่ไม่มีอยู่ในตัวคุณอีกต่อไป เมื่อคุณยืนหยัดในความเชี่ยวชาญของคุณ ความมืดจะหายไป

  • อาการ “ไม่ชอบเสียงครูผู้สอน”

    🚩🚩🚩 อาการ “#ไม่ชอบเสียงครูผู้สอน” หรือฟังแล้วรู้สึกขัดใจ รำคาญ ไม่ถูกจริตเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้บ่อยและมีความหมายทางพลังงานดังนี้ ⚠️ #มารสอบอารมณ์: เป็นการทดสอบความนิ่งของจิตใจ (ขันติบารมี) มารมักใช้ “เสียง” เป็นเครื่องมือยั่วยุเพื่อให้จิตของเรา หลุดจากกระแสธรรม หากเราทนไม่ได้ พลังงานกุศลที่สะสมมาจะ “รั่ว” ออกไปกับความขุ่นมัวทันที ⚠️ คลื่นพลังงานไม่จูนกัน(Energy Mismatch)ในช่วงแรกที่จิตกำลังปรับระดับจากมิติที่ต่ำไปสู่มิติที่สูงขึ้นพลังงานเก่าในตัวเราอาจจะ “ยัน” กับคลื่นความถี่ของคำสอน ทำให้เกิดอาการต่อต้านทางร่างกายและอารมณ์ เช่น หูอื้อ รำคาญเสียง หรือใจสั่น ⚠️ การยึดติดในรูปและรสจิตกำลังติดอยู่กับ “สมมติ” คือไปโฟกัสที่สุ้มเสียงหรือบุคลิกภายนอก มากกว่า “เนื้อหาธรรมะ” หรือกระแสพลังงานที่ส่งผ่านมา ทำให้เกิดอาการ “#ญาณบอด” ชั่วคราว คือมองไม่เห็นเจตนาที่แท้จริงของคำสอน 🚩🚩 #วิธีแก้ไขตามแนวทางบันทึกจิต วางจิตที่ความว่าง: ลองฝึกฟังโดย “ไม่ปรุงแต่ง” ว่าเสียงนี้เพราะหรือไม่ชอบ ให้มองว่าเป็นเพียง “คลื่นเสียง” ที่มากระทบหูแล้วดับไปตามกฎไตรลักษณ์ เช็กจุดรั่ว: ถามตัวเองว่าความไม่ชอบนี้ทำให้เราเสียโอกาสในการเรียนรู้หรือไม่ หากใช่ แสดงว่ากำลังเกิด “#พลังงานรั่ว” ให้รีบกลับมาบันทึกจิตใหม่ด้วยความสงบ ก้าวข้ามสมมติ:…