เมตตาต่อทุกสิ่ง

มีเมตตาต่อทุกสิ่ง
คุณรู้หรือไม่ว่าพลังงานความเห็นอกเห็นใจนั้นแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพลังงานทั้งหมด?
ใช่ #แข็งแกร่งกว่าความรักด้วยซ้ำ ความรักเป็นเรื่องรอง พอโตก็กลายเป็นความสงสาร

?คุณสามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจแทนการวิพากษ์วิจารณ์ได้ไหม?
?คุณเห็นอกเห็นใจเกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องอดทนได้ไหม?
?คุณสงสารคนที่ตัดคุณได้ไหม?
?หรือคนที่โกงทางผ่านสายที่คุณรออย่างอดทน?

?️?#คุณจะอยู่กับคนที่ทำให้คุณโกรธ
กังวล กลัว และเห็นพระเจ้าในพวกเขาหรือไม่?

#ปรมาจารย์ที่เดินดินมีระดับสูงสุดของความเมตตาของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด พวกเขามีความสามารถในการปรับพลังงานของผู้อื่นโดยอาศัยระดับความเห็นอกเห็นใจที่พวกเขาสามารถแผ่ออกไปสู่ผู้อื่นได้ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญและทำไมทุกคนถึงอยากอยู่กับพวกเขา คุณเคยเป็นพวกเขาและคุณจะเป็นอีกครั้ง
เริ่มด้วยความเมตตา ณ บัดนี้

คุณรู้สึกว่าพระเจ้าผู้สร้างหลักของเรามีเมตตาในทุกสถานการณ์หรือไม่? คุณยังคงรู้สึกว่าจำเป็นต้องเชื่อว่าพระเจ้าจะต้องมีมนุษยธรรมและตัดสิน ลงโทษ หรือเอาผิดต่อความรุนแรงต่อผู้ที่ผิดศีลธรรมในการรับรู้ของคุณหรือไม่?

#พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักล้วนเลือกคัดเลือกผู้ที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจหรือไม่? เมื่อคุณสามารถเริ่มประสานคำตอบของคำถามเหล่านี้ที่ประสานกับพลังงานในหมู่พวกเราได้ คุณจะเริ่มมองเห็นสิ่งต่าง ๆ (ทุกสิ่ง) ผ่านมุมมองอื่น คุณจะเริ่มเห็นความสงสารในทุกสิ่งและระบบแห่งความรักที่เกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูดได้

Similar Posts

  • “มารสอบอัตตา” ผู้ปฏิบัติรู้สึก “ไม่ชอบสไตล์ครูสอน”

    🚩🚩 ปัญหาส่วนตัวคุณละการที่ผู้ปฏิบัติรู้สึก “ไม่ชอบสไตล์ครูสอน” ไม่ว่าจะเป็นวิธีการพูด การแต่งกาย หรือบุคลิกของครูผู้สอน ถือเป็นหนึ่งในบททดสอบที่เรียกว่า “มารสอบอัตตา” (ตัวตน) ของผู้ปฏิบัติเอง ตามหลักการปรับจูนพลังงาน ⚠️ #ปัญหานี้คือตัวผู้ปฏิบัติเอง มีแง่คิดให้พิจารณาดังนี้ ⚠️ ติดสมมติ (ติดเปลือก): แม่ครูน้อยมักสอนว่า “สไตล์” คือเปลือกภายนอกที่เป็นโลกสมมติ หากเรายังไม่ชอบหรือขัดใจในสไตล์ แสดงว่าจิตของเรายังยึดติดกับรูปลักษณ์ (รูปนาม) และยังเข้าไม่ถึง “กระแสธรรมบริสุทธิ์” ที่อยู่ภายใน นี่คือสัญญาณว่า “ญาณ” ของเรายังถูกบดบังด้วย ความชอบ-ไม่ชอบส่วนตัว ⚠️พลังงานยัน (ต้านกัน): ความไม่ชอบสไตล์จะสร้าง “กำแพงพลังงาน” ขึ้นมาปิดกั้นการรับรู้ ทำให้บุญบารมีที่ควรจะไหลผ่านคำสอนเข้าสู่จิตใจของเราเกิดอาการติดขัด หรือที่เรียกว่า “#บารมีไม่เปิด” เพราะใจของเราปิดตั้งแต่เริ่มมองเห็นสไตล์ที่ไม่ถูกจริต ⚠️ กระจกสะท้อนจิต: #บางครั้งครูผู้สอนอาจแสดงสไตล์ที่จงใจให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกขัดใจ เพื่อทดสอบว่าผู้ปฏิบัติจะสามารถ “รักษาความนิ่ง” และ “วางจิตที่ความว่าง” ได้หรือไม่ หากเราผ่านความไม่ชอบสไตล์ไปได้ จิตของคุณจะขยับสู่มิติที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นมิติแห่งการไม่ตัดสิน (Non-judgment) ⚠️ #วิธีแก้ไข (บันทึกจิตใหม่) แยกแยะ:…

  • กู้กลับแล้วหนาบารมีเก่า

    กู้กลับแล้วหนาบารมีเก่า#พบแล้วเทวดาประจำตัวการฝึกฝนในห้องเรียนไม่สนภาวะเปลือกนอก(ความแปดเปื้อน) ของจิตเช่นความโกรธความโลภ หรือรัก ความชอบหรือความไม่ชอบแต่จะชี้ตรงไปยังจิตส่วนลึกที่สุดเมื่อตัวรู้(จิต)กับสิ่งที่ถูกรู้(วัตถุ) กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเมื่อจิตกลายเป็นความตระหนักรู้บริสุทธิ์ในความตระหนักรู้อันนี้จะไม่มีภาวะแปลกปลอมจะไม่มีกระบวนการสร้างความคิดและไม่มีมโนทัศน์ด้านคู่ใดๆเกิดขึ้นจิตในระดับลึกที่สุดนี้ถ้าได้รับการฝึกฝนต่อให้จนถึงที่สุดก็จะนำไปสู่อิสรภาพการฝึก จิตส่วนลึกก็คือการกำจัดอุปาทานทั้งหลายแม้ในระดับละเอียดอ่อนให้สิ้นไปเมื่อนั้นจิตย่อมเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธะโลกไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากจิตของตนเอง

  • ให้ชีวิตมันเป็นต้นแบบของการเรียน

    ให้ชีวิตมันเป็นต้นแบบของการเรียนรู้#ของขวัญที่ดีที่สุดคือการรู้สึกตัว#นั่งสมาธิก่อนนอนด้วยนะคะ

  • ยิ่งกายแห่งแสงสว่าง

    #ยิ่งกายแห่งแสงสว่าง อยู่ในระดับสูงมากเท่าใด ความหนาแน่นของกายเนื้อก็จะยิ่งน้อยลงมากเท่านั้นด้วย และยิ่งปริมาณแสงสว่างในร่างกายเนื้อของคุณมีมากเท่าใด ร่างกายเนื้อของคุณ ก็จะยิ่งสามารถรองรับจิตวิญญาณได้ในระดับสูงมากเท่านั้นด้วย และปลายทางของกระบวนการพัฒนากายแห่งแสงสว่างที่กำลังดำเนินไป ภายใต้กระบวนการเลื่อนระดับขึ้นอยู่นี้ #คุณจะสามารถผสานรวมกับตัวตนที่สูงส่งกว่าของพวกคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ ….. ส่วนการลงมา (Descension) ของจิตวิญญาณ ก็เป็นกลไกที่ใช้สำหรับการ “นำเข้ามา” หรือ “เปิดการทำงานขึ้น” #ของพรสวรรค์ต่างๆด้านจิตวิญญาณของคุรุทั้งหลาย…. กระบวนการพัฒนากายแห่งแสงสว่างนี้ มีอยู่ 12 ขั้นตอน หรือ 12 ระดับด้วยกัน และเมื่อแต่ละระดับเสร็จสิ้นสมบูรณ์ลงแล้ว การเปลี่ยนแปลงต่างๆทางกายภาพ ที่เกิดขึ้นควบคู่กันมาตลอดนั้น ก็จะส่งผลกระทบต่อทุกๆด้านของชีวิตและของจิตวิญญาณของคนๆนั้นด้วย #เพราะระหว่างขั้นตอนของการพัฒนากายแห่งแสงสว่างนี้ มันได้ถูกออกแบบมาให้ไปดึงเอาปัญหาต่างๆของมนุษย์ทุกๆปัญหาขึ้นมาด้วย และยิ่งเข้าสู่ระดับขั้นสูงมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งจะไปดึงเอาปัญหาที่อยู่ลึกลงไปได้มากขึ้นเท่านั้นด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะช่วยให้พวกคุณสามารถชำระสะสาง ความคิด, จิตใจ, อารมณ์ความรู้สึก, ร่างกาย และจิตวิญญาณ ให้สะอาดปลอดโปร่งได้ หากปัญหาโผล่ขึ้นมาให้เห็นได้มากเท่าใด พวกคุณก็จะยิ่งมีโอกาสมากขึ้น ที่จะปล่อยให้ “การยอมรับความจริง” ช่วยเปลี่ยนสถานะของพวกมันให้กับคุณได้ หรือมีโอกาสมากขึ้น ที่จะกำจัดพวกมันออกไปมากเท่านั้น  และด้วยการใช้เทคโนโลยีแห่งแสงสว่าง ที่มีใช้กันอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว(เช่น N.L.P, body work, rebirthing, body…

  • คบเพื่อนแต่อย่าหวังผลประโยชน์

    คบเพื่อนแต่อย่าหวังผลประโยชน์ให้ตัวเอง มิตรภาพที่เห็นแก่ตัวเองเท่านั้นที่ทำลายความไว้วางใจ “จงมีมิตรภาพที่ยั่งยืนด้วยใจที่บริสุทธิ์” อย่าแสวงหาผลกำไรเกินกว่ามูลค่างานของเรา การได้มาซึ่งกำไรปลอมทำให้เราเป็นคนโง่งม คนโบราณเคยกล่าวไว้ว่า “จงมั่งคั่งในความซื่อสัตย์”

  • ประตูธรรม 5 หนเหนือ (Pratu Tham Ha Hon Nuea)

    ก่อนเข้าประตู “ประตูธรรม 5 หนเหนือ” (Pratu Tham Ha Hon Nuea) ไม่ได้เป็นคำศัพท์ทางศาสนาพุทธทั่วไป แต่เป็นชื่อกลุ่มหรือเพจที่เกี่ยวกับการสอนธรรมะและจิตวิญญาณ โดยเฉพาะจากบุคคลที่เรียกว่า “แม่ครูน้อยเทวดาประจำตัว” ซึ่งเน้นสอนเรื่องความจริงของชีวิต ความไม่เที่ยง ความยากลำบาก และการค้นหาแก่นแท้ของจิตวิญญาณ ผ่านมุมมองที่ลึกซึ้งกว่าคำสอนทางภาษาปกติ โดยมีเป้าหมายเพื่อพาผู้คนออกจาก “ทะเลทรายแห่งตัณหา”ไปสู่ความเข้าใจที่แท้จริง (แก่นสาร) เพื่อชัยชนะทางจิตวิญญาณ. 🚩 #ความหมายโดยรวม:ประตูธรรม: สื่อถึงการเข้าถึงธรรมะ, การเข้าใจความจริงของชีวิต (ธรรมะที่แท้จริง) 5 หนเหนือ: คำว่า “หนเหนือ”ไม่ได้หมายถึงทิศเหนือตรงๆ แต่เป็นสำนวนที่สื่อถึง “ระดับที่สูงขึ้น” หรือ “ความลึกซึ้งที่เหนือกว่า” ซึ่งอาจหมายถึงการเข้าถึงธรรมะในระดับที่ลึกซึ้ง เป็นปัญญาญาณที่สูงส่งกว่าการรู้ธรรมะแบบทั่วไปตามตัวอักษร แม่ครูน้อย: ผู้สอนหลักของกลุ่มนี้, เป็นผู้ถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ⭐️ #สิ่งที่ครูน้อยสอน ชีวิตจริงมีความยากลำบาก แต่เป็นโอกาสให้จิตวิญญาณเติบโต ภาษาและคำสอนทั่วไปเป็นเพียงแบบจำลอง (Simulation) แต่คำสอนของพระพุทธเจ้ามีแก่นสาร (Sacca) ที่แท้จริง การเตือนซ้ำๆ เพื่อให้ผู้คนหลุดพ้นจากความอยาก (ตัณหา) และค้นพบเป้าหมายที่แท้จริง.การตระหนักรู้ถึงความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ สรุปคือ…