สภาวะ “ธาตุไม่เข้ากัน”

#ถึงประตูธรรม 

๑๖ มกราคม ๒๕๖๙

♥️♥️สภาวะ “ธาตุไม่เข้ากัน”
ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องดวงพงศ์สมพงษ์ตามตำรา #แต่คือการขัดแย้งกันของ “คลื่นพลังงาน” ในมิติที่สูง #ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างรุนแรง ดังนี้

1. ธาตุระหว่าง “บุคคล” (คนศีลไม่เสมอกัน)
เมื่อเรายกระดับจิตใจให้ เบา สบาย และรักษาสัจจะ แต่คนรอบข้างยังอยู่ในพลังงานตกยุค (นินทา เพ่งโทษ โกรธแค้น) จะเกิดสภาวะธาตุไม่เข้ากัน
ผลที่เกิด: เราจะรู้สึกอึดอัด เหนื่อยง่ายเวลาอยู่ใกล้คนเหล่านั้น #หรือเกิดการโต้เถียงกันโดยไม่มีเหตุผล
❌❌ วิธีแก้: #ไม่ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับพลังงานลบ แต่ให้รักษาความนิ่งและประคองใจให้เบาสบายไว้ แล้ว “#กฎแห่งการคัดกรองพลังงาน” ⚠️จะผลักคนธาตุไม่ตรงกันออกไปจากชีวิตคุณเอง

2. ธาตุระหว่าง “ตัวเรากับงานหรือสถานที่”
หากเราทำงานในที่ที่เต็มไปด้วยการคดโกง หรืออยู่ในสถานที่ที่มี “ขยะทิพย์” หนาแน่น ในขณะที่ดวงจิตคุณเริ่มสะอาดขึ้น จะเกิดอาการธาตุต้านกัน
ผลที่เกิด: ทำงานติดขัด ไอเดียไม่ออก (ญาณบอด) หรือเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ โดยหาสาเหตุไม่ได้
วิธีแก้: ให้ใช้ “น้ำสะอาด” และ “พานอธิษฐานจิต” เพื่อปรับธาตุในบริเวณนั้น หรือหากถึงเวลา “สัญญากรรมหมด” เทวดาจะเปิดทางให้เราได้เปลี่ยนเส้นทางใหม่ที่ธาตุตรงกันมากกว่า

3. ธาตุใน “กายตนเอง” (กายกับจิตไม่สัมพันธ์กัน)
คนที่มีสัจจะล้มเหลว (พูดแล้วไม่ทำ) จะเกิดอาการธาตุปั่นป่วนภายใน เพราะ “วาจา” (ธาตุลม/ไฟ) ไม่ตรงกับ “การกระทำ” (ธาตุจืด/ดิน)
ผลที่เกิด: นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หรือทำอะไรก็ไม่สำเร็จเพราะพลังงานในตัวกั้นกันเอง
วิธีแก้: รีบทำ พิธีขอขมา ต่อเทวดาประจำตัวและดวงจิตตนเอง เพื่อเรียกดวงจิตกลับมาอยู่ในธาตุที่บริสุทธิ์ และเริ่มต้นรักษาสัจจะใหม่

4. การปรับธาตุเพื่อรับ “ทรัพย์ใหญ่”
ในปี นี้ ทรัพย์ในมิติที่ 5 มีความถี่สูง หากธาตุในกายเรายังหนาด้วยความโลภหรือความโกรธ (ธาตุไฟที่เผาผลาญ) จะรับทรัพย์ไม่ได้
วิธีปรับ: ฝึกจิตให้มีความ กตัญญู และ เมตตา พลังงานเหล่านี้จะไปปรับธาตุในกายให้เย็นและเบา จนกลายเป็น “ภาชนะที่ธาตุตรงกับโชคลาภ”

🚩🚩🚩 สภาวะธาตุไม่เข้ากันคือสัญญาณเตือนจากเทวดาว่าเราต้อง “เลือกข้าง” พลังงาน หากเราเลือกข้างความดี มีสัจจะ และใจเบาสบาย ธาตุในตัวเราจะสมดุลและดึงดูดความสำเร็จได้โดยง่าย

#ฝ่ายสารสนเทศประตูธรรม๕หนเหนือ
#ข่าวสารและกิจกรรม
#ฆราวาสบ้านธรรม
#แม่ครูน้อยประตูธรรม๕หนเหนือ
#แม่ครูน้อยเทวดาประจำตัว
#ประตูธรรม๕หนเหนือ
#บ้านบัณฑิตจิตวิญญาณ

#เยี่ยมชมงานสอนเพิ่มเติม
ได้ที่นี่ http://universethailand25.com
Facebook : https://www.facebook.com/theangelspiritual
Youtube : https://www.youtube.com/@theangelspiritual5130
Tiktok : https://www.tiktok.com/@angelspiritual_krupui

ติดต่อ/สอบถาม
แม่ครูน้อย
LINE ID: @imepui (มี@)
หรือโปรดคลิกที่นี่ https://lin.ee/4VoGamg

Similar Posts

  • เรื่องบางเรื่องคนบางคนไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดี

    เรื่องบางเรื่องคนบางคนไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดี แต่เมื่อนึกถึงคราใดก็หัวเราะได้ทุกทีอย่าหาเหตุผลในเรื่องที่ไม่มีคำอธิบายครูมีความสุขได้กับลูกศิษย์ทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาพบครูรักทุกคนเพียงไว้แต่ …..แค่ปัจจุบัน

  • พลังจิต (Gsychergy)

    #พลังจิต (Gsychergy) หมายถึง คลื่นความถี่ของพลังงานความคิด (Pranic Energy) ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าบวก (Proton) ไฟฟ้าลบ (Electron) ที่เกิดจากต่อมไพเนียล (Pineal Gland) ที่สมองตอนบน เมื่อบุคคลคิดต่อมนี้ จะสร้างคลื่นความถี่ของความคิดขึ้น คลื่นนี้อาจจะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ ขบวนการ ทางความคิด (Thinking Process) นั้น คลื่นนี้จะลอยอยู่รอบๆ ตัวผู้คิด เมื่อคิดถึงใคร คลื่นนั้นจะพุ่งตรงไปยัง ต่อมสร้างความคิดของผู้รับนั้น ถ้าผู้รับรับคลื่นความคิดนั้นได้ จะเกิดความคิดเช่นนั้นทันที เรียกว่า เกิดการรับรู้ความคิดของผู้อื่นได้#บุคคลที่มีพลังจิตสูงบุคคลที่มี พลังจิต สูงคือ บุคคลที่มีสมาธิดี เช่น มีสมาธิอยู่ในขั้นกลางที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ และสมาธิขั้นสูงที่เรียกว่า อัปปนาสมาธิ#การทำงานของ พลังจิตจิตจะทำงานได้ จิตต้องมีเครื่องมือคือ ร่างกายที่เป็นอยู่ของจิต จิตจึงแสดงผลออกมาให้เห็นได้ ส่วนของมันสมอง มีหน้าที่รับคำสั่ง ของจิตคือ ต่อมใพเนียล (Pinial Gland) ซึ่งเป็นต่อมเล็กๆสีแดงอมเทา รูปกรวย เป็นส่วนประกอบของปลายประสาท ต่อมนี้ อยู่ใน…

  • คนที่มีความสุข

    #คนที่มีความสุข โลกสวยงาม คิดบวกตลอดเวลา หมายความว่า เป็นพวกที่ทำอะไรก็สำเร็จไปเสียหมด มีวิธีมองโลกให้สดใสไปทุกอย่าง ถ้าความจริงไม่ดี ก็มองให้มันดีเสีย จึงไม่ค่อยได้เจอความทุกข์ เมื่อไม่ค่อยได้พบความทุกข์ จึงไม่รู้จะปฏิบัติธรรมไปทำไม เชื่อว่าตนเองจัดการทุกอย่างได้ บุคคลพวกนี้ จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง เพราะเป็นไปได้ว่า ชั่วชีวิตเขาอาจไม่ได้ลงมือปฏิบัติธรรมเพื่อลดทอนภพชาติได้เลย พูดมากเกินไป หมายความว่า เมื่อหาความรู้ได้แล้ว แทนที่จะลงมือปฏิบัติ กลับนำความรู้มาโต้เถียง วิเคราะห์ เที่ยวจับผิดสำนักนั้น สำนักนี้ โดยที่ไม่ได้ลงมือพัฒนาจิตใจของตน ผลที่ตามมาก็คือ จิตใจจะยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะอัตตาตัวตนพอกพูน คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่นเพราะรู้หลักธรรมมาก ยึดติดกับรูปแบบอัตลักษณ์ หมายความว่า มีความเข้าใจผิด ชอบคิดว่าการปฏิบัติธรรมจะต้องทำในวัด นุ่งขาวห่มขาว ต้องมีกฏระเบียบที่แตกต่างไปจากการใช้ชีวิตธรรมดา คนกลุ่มนี้จะติดวัดเป็นพิเศษ ชอบหาเวลาเข้าวัดไปปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ได้ไปวัด จะรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรมไม่ได้ สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า ไปติดสังคมในวัด ไปหาเพื่อนคุยในวัด ซึ่งกลายเป็นกับดักอีกรูปแบบหนึ่ง ปฏิบัติผิดวิธี หมายความว่า เป็นกลุ่มที่โชคร้าย เพราะคิดดี และต้องการทำดี แต่ไปเจออาจารย์ไม่ดี เจออรหันต์ปลอม เจอสิบแปดมงกุฏ จึงทำให้การปฏิบัติผิดทิศผิดทางไปหมด คล้ายๆกับองคุลีมาลที่ถูกอาจารย์หลอก ในข้อนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการคบหากัลยาณมิตร…

  • แบบฝึกหัดตาที่สาม

    #แบบฝึกหัดตาที่สาม สอนสมองซีกขวาและซีกซ้ายให้สื่อสารกัน1.เพ่งตาจนวงกลมสองวงกลายเป็นสี่วง 2.นำวงในสองวงมารวมกันจนเหลื่อมกัน 3.โฟกัสจนกว่าคุณจะเห็นกากบาทตรงกลาง 4.ตอนนี้ลองซ้อน วงกลมเล็ก ๆ สองวง 5.ฝึกระหว่างการทำสมาธิโดยลืมตาหรือหลับตา 6.อย่าทำมากเกินไปมันจะปวดตา

  • ศิษย์ที่รู้จักครูบาอาจารย์ที่แท้จริง คือศิษย์ที่ “ทำตามคำสอน” และมีใจที่กตัญญูนิ่งสงบ

    #ธรรมถึงประตู  ๑๘/๑/๖๙ “ศิษย์ไม่รู้จักครู” ไม่ได้หมายถึง การจำหน้าไม่ได้ หรือไม่รู้ชื่ออาจารย์ #แต่หมายถึงการที่ดวงจิตของศิษย์ “ขาดการเชื่อมต่อทางพลังงาน” กับสายธรรม #ซึ่งส่งผลเสียต่อดวงชะตาอย่างมาก ดังนี้ 1. ไม่รู้จัก “หัวใจ” ของคำสอน (จิตหยาบสูง) ศิษย์บางคนติดตามครูมานาน แต่ไม่เคยนำคำสอนเรื่อง สัจจะ กตัญญู และใจเบาสบาย มาใช้จริง ยังคงนินทา เพ่งโทษ และผิดสัจจะเป็นปกติ ผลที่เกิด: ในทางพลังงานจะถือว่าศิษย์คนนี้ “ไม่รู้จักครู” เพราะธาตุในตัวไม่เปลี่ยน สภาวะ ญาณบอด ยังคงอยู่ ทำให้ไม่สามารถรับกระแสบารมีที่ครูเทลงมาให้ได้ 2. ไม่รู้จัก “อำนาจของสายใยบารมี” (จิตปรามาส) เมื่อเกิดปัญหาในชีวิต ศิษย์กลุ่มนี้มักจะโกรธเคือง ท้อแท้ หรือตำหนิครูบาอาจารย์ว่าไม่ช่วย โดยลืมไปว่าตนเองมี รอยรั่วทางบุญ มากมาย ผลที่เกิด: การไม่รู้จักความเมตตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำดุสอน (ครูที่กล้าโดนศิษย์เกลียด) ทำให้สายใยบารมีขาดสะบั้น ศิษย์จะกลายเป็นคนโดดเดี่ยวทางพลังงานที่เทวดาหนุนนำไม่ได้ 3. เข้าหาครูเพราะ “ความโลภ” ไม่ใช่ “#ความศรัทธา” ศิษย์ที่รู้จักครูเพียงเพื่อจะเอา “ของขลัง”…

  • ประติศรณะ 4

    ประติศรณะ 4″ ได้แก่ 1) พึ่งธรรม ไม่พึ่งบุคคล2) พึ่งความหมาย ไม่พึ่งถ้อยคำ(พึ่งอรรถ ไม่พึ่งพยัญชนะ)3) พึ่งญาณรู้แจ้ง ไม่พึ่งสำนึกรู้อันแบ่งแยก(พึ่งญาณ ไม่พึ่งวิญญาณ)4) พึ่งพระสูตรที่มีเนื้อหาตรงตัว ไม่พึ่งพระสูตรที่มีนัยต้องตีความ #พึ่งญาณรู้แจ้ง ไม่พึ่งสำนึกรู้อันแบ่งแยก” พึ่งญาณ ไม่พึ่งวิญญาณคือความรู้อันเกิดจากการภาวนาและมองตรงเข้าไปในสิ่งนั้นๆ ด้วยจิตที่สงบและเห็นตามเป็นจริง เรียกว่า “ญาณ” จึงจะเป็นความรู้ที่สามารถพึ่งพิงเอาได้ในการมองเห็นความจริง แต่ความรู้ตามสามัญสำนึกที่เจือปนด้วยความไม่รู้ (อวิชชา) และการแบ่งแยกด้วยความหลงซึ่งทำให้มุมมองนั้นถูกเบี่ยงเบน เรียกว่า “วิญญาณ” ไม่อาจใช้เพื่อตัดสินความจริงได้เลย  ผู้พบเจอเทวดาประจำตัวทุกท่านโดยเฉพาะนักเรียนประจำ ต้องมีการสอบญาณจากครูผู้สอน เพื่อประเมินผลความก้าวหน้าบางคนต้องใช้เวลานับปีจึงได้คำตอบว่า#มุสา สิ่งเหล่านี้ปรากฏมาจากจิตใต้สำนึกของผู้ฝึกฝนและครูผู้สอนพยายามชี้ให้เห็นในจิตสำนึกปัจจุบันและใช้เวลาในการปรับปรุงตนหากไม่มีโอกาสปรับปรุงตนและไม่รู้ตนดวงวิญญาณดวงนี้ก็จะอยู่ในพันธสัญญาดวงเดิมเป็นเหตุผลถึงความไม่ก้าวหน้าในการฝึกดวงวิญญาณทุกภพชาติทำให้สูญเปล่ากับเส้นทางการฝึกฝนและการเกิด #เทวดาประจำตัว