ไม่สามารถก้าวหน้าในการเจอเทวดาประจำตัว

หมายความว่า ไม่รู้จักการแบ่งเวลา ไม่รู้จักสร้างสมดุลย์ให้ชีวิต เราใช้ชีวิตอย่างวุ่นวายไปเรื่อยๆ ต้องสุข ต้องทุกข์ไปเรื่อยๆ อาจอยู่ห่างไกลการพัฒนาจิตใจไปเรื่อยๆ จนมีจุดเปลี่ยนของชีวิต เกิดความทุกข์ครั้งใหญ่จนทำให้เขาต้องกลับมาสร้างสมดุลย์ชีวิตอีกครั้ง เป็นผลให้เสียเวลาปฏิบัติทางจิตไปมาก บางคนมาปฏิบัติในช่วงสุดท้ายของชีวิตก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ดี เนื่องจากสังขารไม่อำนวย นั่งไปปวดไป ทำได้ไม่เท่าไหร่ ก็ลมจับ ล้มพับไปก็มี เป็นการเสียโอกาสเพราะความชราภาพโดยแท้?️?#คนที่มีความสุข โลกสวยงาม คิดบวกตลอดเวลา หมายความว่า เป็นพวกที่ทำอะไรก็สำเร็จไปเสียหมด มีวิธีมองโลกให้สดใสไปทุกอย่าง ถ้าความจริงไม่ดี ก็มองให้มันดีเสีย จึงไม่ค่อยได้เจอความทุกข์ เมื่อไม่ค่อยได้พบความทุกข์ จึงไม่รู้จะปฏิบัติธรรมไปทำไม เชื่อว่าตนเองจัดการทุกอย่างได้ บุคคลพวกนี้ จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง เพราะเป็นไปได้ว่า ชั่วชีวิตเขาอาจไม่ได้ลงมือปฏิบัติธรรมเพื่อลดทอนภพชาติได้เลย?️? พูดมากเกินไป หมายความว่า เมื่อหาความรู้ได้แล้ว แทนที่จะลงมือปฏิบัติ กลับนำความรู้มาโต้เถียง วิเคราะห์ เที่ยวจับผิดสำนักนั้น สำนักนี้ โดยที่ไม่ได้ลงมือพัฒนาจิตใจของตน ผลที่ตามมาก็คือ จิตใจจะยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะอัตตาตัวตนพอกพูน คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่นเพราะรู้หลักธรรมมาก ?️? ยึดติดกับรูปแบบอัตลักษณ์ หมายความว่า มีความเข้าใจผิด ชอบคิดว่าการปฏิบัติธรรมจะต้องทำในวัด นุ่งขาวห่มขาว ต้องมีกฏระเบียบที่แตกต่างไปจากการใช้ชีวิตธรรมดา คนกลุ่มนี้จะติดวัดเป็นพิเศษ ชอบหาเวลาเข้าวัดไปปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ได้ไปวัด จะรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรมไม่ได้ สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า ไปติดสังคมในวัด ไปหาเพื่อนคุยในวัด ซึ่งกลายเป็นกับดักอีกรูปแบบหนึ่ง?️? ปฏิบัติผิดวิธี หมายความว่า เป็นกลุ่มที่โชคร้าย เพราะคิดดี และต้องการทำดี แต่ไปเจออาจารย์ไม่ดี เจออรหันต์ปลอม เจอสิบแปดมงกุฏ จึงทำให้การปฏิบัติผิดทิศผิดทางไปหมด คล้ายๆกับองคุลีมาลที่ถูกอาจารย์หลอก ในข้อนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการคบหากัลยาณมิตร หาความรู้ที่ถูกต้อง ต้องหัดใช้หลักกาลามสูตร เช่นนี้ก็จะแก้ไขได้?️? คนจมทุกข์ หมายความว่า เป็นคนที่ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง วันๆ เอาแต่ทุกข์ซ้ำไปซ้ำมา เหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง จนเป็นคนเสพติดความเศร้า ความเหงาโดยไม่รู้ตัว นานวันเข้าก็เริ่มเป็นความเคยชินของชีวิต คนเหล่านี้จะชอบฟังธรรมะที่ปลอบประโลม ชอบให้คนอื่นปลอบ แต่ไม่ชอบช่วยตนเอง นิยมการใช้ธรรมะชั้นต้นเพื่อบำบัดทุกข์ แต่ในขั้นตอนของการปฏิบัติภาวนาจะไม่ชอบ ไม่มีกำลังใจพอที่จะเปลี่ยนตนเองได้เลย?️? ถ้าไม่หายสงสัยจะไม่ทำ หมายความว่า เป็นคนที่ต้องเห็นถึงจะยอมทำ ต้องรู้ให้ได้ว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง ชาตินี้ชาติหน้ามีจริง ถ้าไม่เห็นด้วยตาตนเองจะไม่ยอมทำอะไรเลย ซึ่งถ้าคิดเช่นนี้ก็คงไม่ได้ทำอะไรจริงๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พิสูจน์ไม่ได้ #พิสูจน์ได้แน่นอนแต่ต้องใช้เวลา ต้องพัฒนาจิตไปได้ระดับหนึ่งจึงสามารถรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะขอเห็นก่อนโดยไม่ลงมือปฏิบัติ มัวแต่โต้แย้งในสิ่งที่ตนเองสงสัย ทำให้สูญเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ

Similar Posts

  • สัญชาตญาณอาจทำให้เราล้มเหลวเพราะเราไม่รู้ว่าจะเข้าถึงมันได้อย่างไร

    #สัญชาตญาณอาจทำให้เราล้มเหลวเพราะเราไม่รู้ว่าจะเข้าถึงมันได้อย่างไร หรือเราคิดว่ามันเป็น “พระเจ้า” หรือสำหรับคน “พิเศษ” เท่านั้น อย่างไรก็ตาม มันเป็นทักษะเชิงปฏิบัติที่เราทุกคนมี มันตอบคำถามเฉพาะในลักษณะที่ไม่เป็นเชิงเส้นและไม่ใช่เชิงประจักษ์ เมื่อเราเรียนรู้ว่าสัญชาตญาณให้ข้อมูลแก่เราอย่างไร เคล็ดลับง่ายๆ สามารถช่วยให้เราเริ่มใช้พลังนั้นในชีวิตของเรา ตั้งแต่การกำหนดความสามารถที่เป็นธรรมชาติ ไปจนถึงการติดตามการทดลองที่ใช้งานได้จริงและเป็นธรรมชาติ#สัญชาตญาณคืออะไร?คาดเดาอะไร? สัญชาตญาณไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะคน “พิเศษ” และไม่ถูกต้องเสมอไป มันคืออะไรกันแน่? เป็นความสามารถโดยกำเนิดของเราในการรวบรวมข้อมูลที่ตอบคำถามเฉพาะในลักษณะที่ไม่เป็นเชิงเส้นและไม่เป็นเชิงประจักษ์ เมื่อเราใช้งาน เราจะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน A ถึง B ถึง C ในวิธีการทางวิทยาศาสตร์ #เนื่องจากการวัดตามวัตถุประสงค์นั้นไม่เป็นไปตามสัญชาตญาณ#ทำไมสัญชาตญาณไม่ทำงาน?ความเชื่ออย่างแน่วแน่ของเราในวิธีการทางวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์คือสาเหตุที่พวกเราส่วนใหญ่ล้มเหลวในการสัมผัสสัญชาตญาณ ข้อมูลที่เข้าใจง่ายมักไม่สมเหตุสมผลสำหรับเราอย่างที่เราได้รับคำสั่งให้เข้าถึงโลก ดังนั้นเราจึงเลิกพยายาม หรือเราถูกสอนว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพียงเพราะบางครั้งเราใช้สัญชาตญาณในการเชื่อมต่อกับทีมจิตวิญญาณ เทวดา หรือจุดประสงค์ของจิตวิญญาณและ “พระเจ้า” ไม่ใช่สิ่งแรกที่เราหันไปใช้ในการตัดสินใจในทางปฏิบัติ หากเราผ่านพ้นช่วงนั้นไป เราก็จะถูกกีดกันเพราะดูเหมือนว่าสัญชาตญาณจะจำกัดเฉพาะคนที่ “พิเศษ” ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาที่คอยรับฟังและขอคำแนะนำจากเรา แต่เราทุกคนล้วนแต่เกิดมาโดยสัญชาตญาณ เพราะสัญชาตญาณเป็นความรู้สึกที่แท้จริง เช่นเดียวกับความสามารถในการมองเห็น ได้ยิน ลิ้มรส สัมผัส และได้กลิ่นของเรา มันไม่ได้ผลเพราะเราพูดถึงตัวเองโดยยืนยันว่าเราทำไม่ได้หรือ “นั่นไม่ใช่วิธีการทำ” (กล่าวคือ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ “มีเหตุมีผล”)#เมื่อเราผ่านอุปสรรคและเข้าถึงสัญชาตญาณของเราแล้ว เราก็มีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง: #สัญชาตญาณไม่ถูกต้องเสมอไปรออ่านต่อ

  • การ “เมตตาแบบมีบารมี”

    ในสายวิชชาของ ท่านแม่ครูน้อยการ “เมตตาแบบมีบารมี“แตกต่างจากเมตตาแบบอ่อนแอหรือเมตตาที่ไร้ทิศทาง เพราะมันคือเมตตาที่ประกอบด้วย “รหัสปัญญา” และ“แรงอัดของสัจจะ“ 🚩🚩🚩#ผลลัพธ์และลักษณะของเมตตาแบบมีบารมี มีดังนี้:รหัส “ให้เพื่อสร้าง ไม่ใช่ให้เพื่อทำลาย”เมตตาแบบมีบารมีคือการให้ที่ดูตาม“มวลสารความจริง” หากให้แล้วเขาเอาไปทำผิดสัจจะ หรือให้แล้วเขาเสียนิสัยจนทำลายดวงแก้วตัวเอง เราจะ “นิ่งเสีย” ไม่ให้ เพื่อรักษาทางรอดให้ดวงจิตของเขา นี่คือเมตตาชั้นสูงที่ไม่ได้ตามใจกิเลส รหัส “มีเกราะป้องกันมวลสารลบ”คนที่มีเมตตาแบบมีบารมีจะมีพลังงานที่เข้มแข็ง (Strong Aura) เมื่อส่งเมตตาออกไป มวลสารนั้นจะมี “แรงผลัก” ไม่ให้คนพาลหรือคนโกงกล้าเข้ามาเอาเปรียบ เพราะคลื่นความถี่ของเรามันสูงจนคนรหัสต่ำเข้าไม่ถึง รหัส “เมตตาที่มีอำนาจสั่งการ”เมื่อคุณเป็นผู้ให้ที่มีสัจจะและบารมี วาจาของเราจะมีสิทธิ์มีเสียง คำอธิษฐานจิตเพื่อช่วยผู้อื่นจะมีพลังอัดมหาศาล เทวดาจะยอมรับและเร่งส่งการช่วยเหลือตามที่คุณร้องขอ เพราะคุณมี “ต้นทุนบุญ” ที่มากพอ รหัส “การวางเฉยอย่างอริยะ”เมื่อช่วยเต็มที่แล้วแต่เขาไม่รับหรือทำลายตัวเอง เราจะสามารถกลับมา “นิ่งที่ศูนย์กลางกาย” ได้ทันทีโดยไม่เสียมวลสารความสุข (ไม่ทุกข์ไปกับเขา) เพราะคุณรู้รหัสว่าทุกคนมีกรรมเป็นกำเนิด เมตตาแบบมีบารมีคือ “ความรักที่มาพร้อมกับดาบแห่งปัญญา” คือการแผ่ความสว่างออกไปโดยที่ดวงแก้วของเราไม่มัวหมองและไม่ยอมให้ใครมาทำลายรหัสธรรมในตัว #ฝ่ายสารสนเทศประตูธรรม๕หนเหนือ#ข่าวสารและกิจกรรม#ฆราวาสบ้านธรรม#แม่ครูน้อยประตูธรรม๕หนเหนือ#แม่ครูน้อยเทวดาประจำตัว#ประตูธรรม๕หนเหนือ#บ้านบัณฑิตจิตวิญญาณ #เยี่ยมชมงานสอนเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://universethailand25.comFacebook : https://www.facebook.com/theangelspiritualYoutube : https://www.youtube.com/@theangelspiritual5130Tiktok : https://www.tiktok.com/@angelspiritual_krupui ติดต่อ/สอบถามแม่ครูน้อยLINE ID: @imepui (มี@)หรือโปรดคลิกที่นี่ https://lin.ee/4VoGamg

  • #อุปสรรคใหญ่ของลูกศิษย์ใหม่#ของท่านอาจารย์คืออะไรครับ ?

    #อุปสรรคใหญ่ของลูกศิษย์ใหม่#ของท่านอาจารย์คืออะไรครับ ?คำตอบหลวงปู่ชา : ทิฐิ ความเห็นและความนึกคิดเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวง เกี่ยวกับตัวเขาเอง เกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนา เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า หลายๆ ท่านที่มาที่นี่ มีตำแหน่งการงานสูงในสังคมบางคนเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่ง หรือได้ปริญญาต่างๆ ครูและข้าราชการ สมองของเขาเต็มไปด้วยความคิดเห็นต่อสิ่งต่างๆ เขาฉลาดเกินกว่าที่จะฟังผู้อื่น เปรียบเหมือนน้ำในถ้วย ถ้าถ้วยมีน้ำสกปรกอยู่เต็มถ้วยน้ำก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เมื่อได้เทน้ำเก่านั้นทิ้งไปแล้วเท่านั้น ถ้วยนั้นก็จะใช้ประโยชน์ได้ ท่านต้องทำจิตให้ว่างจากทิฐิ แล้วท่านจึงจะได้เรียนรู้การปฏิบัติของเรานั้นอยู่เหนือความฉลาดหรือความโง่ #ถ้าท่านคิดว่า..ฉันเก่ง ฉันรวย ฉันเป็นคนใหญ่คนโตฉันเข้าใจพระพุทธศาสนาแจ่มแจ้งทั้งหมด เช่นนี้แล้ว ท่านจะไม่เห็นความจริงในเรื่องอนัตตา หรือความไม่ใช่ตัวตน ท่านจะมีแต่ตัวตน ตัวฉัน ของฉัน แต่พระพุทธศาสนา คือ การละตัวตน เป็นความว่าง เป็นความไม่มีทุกข์ เป็นนิพพาน

  • ความศักดิ์สิทธิ์ของอักขระนาครีย์

    #ความศักดิ์สิทธิ์ของอักขระนาครีย์#และอักขระกูโบ๊ส “เทวดาพูดภาษาอะไร?”มาทำความรู้จัก ภาษา “กูโบ๊ส – กูต๊าบ”เทพยาดาท่านใช้สื่อสารกันภาษา “กูโบ๊ส – กูต๊าบ” #ภาษาของพรหมใช้ คือ กูโบ๊สส่วนภาษาของวิญญาณในภพสัมภเวสี และวิญญาณชั้นต่ำใช้ คือ กูต๊าบ  ในการติดต่อและกระทำพิธีกรรมพวกพรหมชั้นสูงจะใช้ภาษา “กูโบ๊สขั้นสูง” เรียกว่า “ปุริสคาเบ๊ส” พรพรหมชั้นกลางใช้กูโบ๊สแบบ “รอเฟน”พวกพรหมชั้นต่ำและเทพชั้นสูงให้กูโบ๊สแบบ “มินกะเอน” ในการติดต่อสื่อสารและกระทำพิธีพวกวิญญาณเทพชั้นกลางและเทพเจ้าโดยทั่วไป ใช้ภาษา “เช็คราวาตี” ในการติดต่อและกระทำพิธีคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ยุคดึกดำบรรพ์ใช้อักขระกูโบ๊สจารึกและปราชญ์ทางนิรุกติศาสตร์ลงความเห็นว่า “ภาษากูโบ๊ส คือ ต้นกำเนิดของอักขระเทวนาครีย์” #ในประเทศไทย ยังมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในภาษากูโบ๊ส – กูต๊าบ นั่นคือ ดร.พระธรรมโมลี (ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ) หลวงพ่อทองอยู่ไปศึกษาสันสกฤตระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมัทราส เมืองมัสราส รัฐทมิฬนาดู ประเทศอินเดียในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ASHVAGHOSA’S WORK” (งานของท่านอัศวโฆษ) ท่านอัศวโฆษ นี่แหละคือเสาเอกของบวรพุทธศาสนานิกายมหายาน โดยลูกศิษย์ท่านนามว่า นาคารชุน นำมาปฏิบัติและเผยแพร่ จนกลายเป็นนิกายที่สำคัญไป ซึ่งยึดเอา อวตังสกสูตร เป็นแม่บทของนิกาย คามแตกฉานอย่างกว้างไกลและลุ่มลึกในภาษาสันสกฤตของหลวงพ่อเจ้าคุณ…

  • เมื่ออัตมันประสานกายสิ่งที่วิญญาณจะเข้าใจบรมวิญญาณ

    เมื่ออัตมันประสานกายสิ่งที่วิญญาณจะเข้าใจบรมวิญญาณ #คือการรู้ความจริงยินดีต้อนรับ #บารมีเก่าเรียนรู้การเป็นมนุษย์อีกครั้งสะสมกรรมดี #ต่อไปให้สูงสุดสาธุอายุบวร

  • ยิ่งเราเข้าใกล้เทวดาประจำตัวเท่าไหร่

    #ยิ่งเราเข้าใกล้เทวดาประจำตัวเท่าไหร่การปรับปรุงดวงวิญญาณยิ่งต้องมากขึ้น #หากเราใช้ชีวิตทางโลกเป็นสิ่งที่ดีที่เราจะเข้าใจพลังเหนือธรรมชาติ หากเราใช้ชีวิตทางธรรม เป็นการดีที่เราจะนำสิ่งที่เรียนรู้ไปต่อทฤษฎีลงสู่ถึงภาคการปฎิบัติ #และถ้าหากเราใช้ชีวิตด้วยความเป็นมนุษย์ล่ะ??? เราก็คงไม่สนใจแนวทางตัดขาดทั้ง 2 รายการแต่ #คงเพิ่มความสนใจชีวิตและไม่ประมาทมากกว่าการอธิฐานและขอพร #ความลับจักรวาลต้องการ ได้เห็นเธอมีความสุขในวันนี้เขาก็จะส่งปาฏิหาริย์มาสู่คุณ#จนคุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยิ้ม #คุณพร้อมไหม ๛ครูปุ๊ยแม่ครูน้อย๛ผู้เชี่ยวชาญด้านวิญญาณศาสตร์(เทวดาประจำตัว)