สุขลักษณะทางจิตวิญญาณ#จิตใต้สำนึก

⭐️#สุขลักษณะทางจิตวิญญาณ
#จิตใต้สำนึก

ของคุณเป็นแหล่งสะสมวาสนา
สัญญาเดิมที่คุณมีบุญตามวาสนาเก่า
และรวมถึงการสะสมวิธีการคิดและวาสนาใหม่ปัจจุบันที่คุณไม่มีโอกาสได้เข้าใจวิธีการทำงานของจิตใต้สำนึกนี้ จิตใต้สำนึกเป็นตัวบงการชั้นสุดท้ายของจิตที่จะบ่งบอกพฤติกรรมนิสัยของดวงวิญญาณที่จะบรรลุธรรม

⭐️?#ลึกที่สุดในชั้นของจิตใต้สำนึกต้องถูกปรากฏผ่านออกมา ให้จิตสำนึกปัจจุบันของเรารับรู้ถึงนิสัยที่นอนเนืองให้ได้มากที่สุดโดยวิธีการฝึกฝนจิต การปฎิบัติธรรม
และการเข้าคอร์สจิตวิญญาณอื่นๆ

⭐️#มีกฎการใช้พลังจิตใต้สำนึกตัวอย่างหลายรายการดังนี้

1. ต้องรู้จัก การทำงานของมัน
2. คัดกรองบุคคลที่คุณจะอนุญาตให้เข้าพื้นที่ชีวิต
3. ใช้เวลาในการคบหาผู้คน
4. จิตสำนึก ที่ยังไม่ผ่านการฝึกฝนดวงวิญญาณจะไม่สามารถต้านทานพลังงานจิตใต้สำนึกเชิงลบได้ บุคคลเหล่านั้นจะปรากฏนิสัยการทำร้ายจิตใจการกระทำเรื่องเดิมๆซ้ำๆที่เป็นสันดานที่หนาแน่น
5. อริยะครูบาอาจารย์ทั้งหลายใช้จิตใต้สำนึกที่เป็นคลังมหาปัญญาเป็นส่วนใหญ่จากการฝึกฝนรูปภายในและเรียนรู้จิตสำนึกปัจจุบันให้ควบคู่กับแหล่งปัญญามหาปัญญา
6. จิตใต้สำนึกของคุณเป็นเช่นไรปัจจุบันนี้คือสิ่งที่คุณเป็นอยู่
7. จิตใต้สำนึกเมื่อสะสมเรื่องราวที่ดีกว่าและเรื่องที่เป็นอกุศลกว่าจะสร้างพลังจิตใต้สำนึกและช่วยให้ดีดดวงวิญญาณดวงนี้สู่การเปลี่ยนภพ หรือเรียกว่าย้ายจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
8. จิตใต้สำนึกไม่มีสมองของตัวเองเก็บสะสมทุกเรื่อง
9. วิธีป้องกันขยะทางจิตเริ่มต้นจากการใช้เกราะป้องกันและวิจารณญาณตั้งแต่จุดเริ่มต้นรับข้อมูลจากตาที่สาม
10. จิตใต้สำนึกเป็นนามเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่ปรากฏเป็นพฤติกรรมนิสัยของบุคคลนั้นนั้น
11. คำว่าอย่าไว้ใจตนเองให้มากนั่นก็คืออย่าไว้ใจในจิตใต้สำนึกของตนเอง
12. จิตสำนึกดวงวิญญาณที่ผ่านการฝึกฝนแล้วจะเผาขยะทางจิตใต้สำนึกให้หมดสิ้นไปและสามารถดับสัญญาในจิตใต้สำนึกนี่ได้นั่นคือขั้นตอนสุดท้ายของการสิ้นสุดการเป็นดวงวิญญาณ
13.เรื่องที่คุณพูดคุย (ถ้าอยากมีปัญญา)
?ก็ต้องพูดคุยเรื่องการพัฒนาตนเอง
?อยากบรรลุหลุดพ้น ต้องพูดคุยเรื่องแนวทางการปฏิบัติดวงวิญญาณ

?️?#จิตใต้สำนึกสำคัญขนาดนี้คุณควรดูแลสุขลักษณะทางจิตวิญญาณของคุณให้ดี

⭐️จิตดี = จิตสำนึกดี
⭐️ทำดี= จิตใต้สำนึกดี
⭐️รู้ผิดชอบชั่วดี= จิตสำนึกดีดี
⭐️ประพฤติไม่ดีฉ้อโกงลักทรัพย์ หลอกลวง
= จิตสำนึกไม่ดี , จิตใต้สำนึกไม่ดี

⭐️ อวดดื้อถือดีหยิ่งยโสโอหัง
= จิตสำนึกไม่ดี ,จิตใต้สำนึกไม่ดี
⭐️ คิดไม่ดีต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์
= จิตสำนึกไม่ดีจิต, จิตใต้สำนึกไม่ดี
⭐️ ไม่มีความอดทนต่อสิ่งใดเรียนอะไรก็ไม่บรรลุผล
= จิตสำนึกไม่ดี ไม่สามารถต้านทานพลังลบจากจิตใต้สำนึกได้
⭐️ อตัญญู = จิตใต้สำนึกไม่ดี ,จิตสำนึกไม่ดี

#ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผู้รู้สามารถแก้ไข
และเปลี่ยนแปลงได้

Similar Posts

  • วันแต่ละวันเราทำสิ่งใดกันบ้าง

    2 ม.ค.2022วันนี้เรามอบสิ่งของให้กับพี่น้องชาวบ้าน บ้านกุดบวก และบ้านกองแหะจ.เชียงใหม่ #วันแต่ละวันเราทำสิ่งใดกันบ้าง#ในตอนเช้าคุณตื่นขึ้นและกล่าวคำอธิษฐานสั้นๆ แล้วกินข้าวไปทำงาน ถัดมาคือช่วงพักกลางวัน ทำงานมากขึ้น และถึงเวลาอาหารเย็น และทำกิจกรรมต่างๆ ที่เปล่าประโยชน์ และอีกไม่นานคุณก็จะเข้านอน #เหมือนเดิมทุกวัน! และทุกวัน เจตจำนงของคุณถูกทำลายโดยนิสัยและสิ่งแวดล้อมของคุณ #ทำไมคุณถึงอนุญาตสิ่งนี้ คุณขอโทษตัวเองและพูดว่า “สักวันหนึ่ง ฉันจะพยายามทำสิ่งที่ฉันรู้ว่าควรทำ” แต่วันนั้นอาจไม่มีวันมาถึง ทำไมต้องจำกัดความสามารถของคุณไว้ที่สุภาษิตที่ว่า “อย่ากัดกินมากเกินกว่าที่คุณจะเคี้ยวได้”? อย่าทำตัวไร้ประโยชน์ ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า

  • ดอกไม้แห่งปัญญา

    ข้อเ #ดอกไม้แห่งปัญญาว่ากันว่า ต้นไม้ย้ายที่ปลูกมักไม่โตแต่ในทางกลับกันหากเราได้ลงมือปลูกมันด้วยมือของเราเอง เราจะเข้าใจว่าดอกไม้ที่เขาว่ากันว่าออกได้เฉพาะช่วงฤดูหนาวและต้องปลูกในพื้นที่ร่ม จึงจะออกดอกเมื่อเราได้ลงมือพิสูจน์ด้วยความจริงเราจะพบว่า #อันที่จริงดอกไม้ที่เขาว่าสามารถออกดอกได้เฉพาะที่ร่ม กลับดอกออกได้ดีกว่าในที่ที่มีแสงแดดเมื่อเราลองปรับเปลี่ยนมันและย้ายพื้นที่ปลูกจากร่มเงาสู่แสงแดดและต้นไม้ชนิดเดียวกันปลูกบนพื้นดินเดียวกัน#ก็ใช่ว่าจะออกดอกพร้อมกันต้นไม้ที่พร้อมแล้วทุกฤดูจะออกดอกแห่งการตรัสรู้เมื่อถึงเวลาคำสอนอันลึกซึ้งจากอาจารย์คนเดียวกันก็ใช่จะถึงเวลาตรัสรู้ได้ในใจของทุกคนดวงวิญญาณต้องผ่านการบ่มเพาะ เมื่อถึงเวลา #ก็ตรัสรู้ชอบได้ ด้วยดอกไม้แห่งปัญญา เอง

  • สิ่งสำคัญคือการสามารถนั่งและจ้องมอง

    สิ่งสำคัญคือการสามารถนั่งและจ้องมองดวงอาทิตย์ขณะพระอาทิตย์ตกได้เมื่อตกเย็นใช้เวลาสักครู่แหงนมองท้องฟ้ารู้สึกขอบคุณที่ผ่านพ้นไปอีกวัน #ช่วงเวลานี้จะทำให้จิตวิญญาณของคุณอบอุ่น พลังจิต (Gsychergy) หมายถึง คลื่นความถี่ของพลังงานความคิด (Pranic Energy) ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าบวก (Proton) ไฟฟ้าลบ (Electron) ที่เกิดจากต่อมไพเนียล (Pineal Gland) ที่สมองตอนบน เมื่อบุคคลคิดต่อมนี้ จะสร้างคลื่นความถี่ของความคิดขึ้น คลื่นนี้อาจจะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ ขบวนการ ทางความคิด (Thinking Process) นั้น คลื่นนี้จะลอยอยู่รอบๆ ตัวผู้คิด เมื่อคิดถึงใคร คลื่นนั้นจะพุ่งตรงไปยัง ต่อมสร้างความคิดของผู้รับนั้น ถ้าผู้รับรับคลื่นความคิดนั้นได้ จะเกิดความคิดเช่นนั้นทันที เรียกว่า เกิดการรับรู้ความคิดของผู้อื่นได้#บุคคลที่มีพลังจิตสูงบุคคลที่มี พลังจิต สูงคือ บุคคลที่มีสมาธิดี เช่น มีสมาธิอยู่ในขั้นกลางที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ และสมาธิขั้นสูงที่เรียกว่า อัปปนาสมาธิ#การทำงานของ พลังจิตจิตจะทำงานได้ จิตต้องมีเครื่องมือคือ ร่างกายที่เป็นอยู่ของจิต จิตจึงแสดงผลออกมาให้เห็นได้ ส่วนของมันสมอง มีหน้าที่รับคำสั่ง ของจิตคือ ต่อมใพเนียล (Pinial Gland) ซึ่งเป็นต่อมเล็กๆสีแดงอมเทา รูปกรวย เป็นส่วนประกอบของปลายประสาท…

  • สิ่งที่ “เทวดามิจฉาทิฏฐิ” กลัวที่สุดคือ “ความซื่อตรงและความใสสะอาดของดวงจิต”

    “เทวดามิจฉาทิฏฐิ” (เทวดาที่ยังมีความยึดติดในอัตตา ชอบการสรรเสริญ หรือมีมิติจิตที่ไม่บริสุทธิ์) จะมีความเกรงกลัวต่อสภาวะพลังงานบางประการที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ กลัว “สัจจะบารมี” ที่เด็ดขาด เทวดากลุ่มนี้มักทำงานผ่านการล่อลวงหรือการต่อรอง แต่จะเกรงกลัวผู้ที่รักษา สัจจะ (พูดคำไหนทำคำนั้น) อย่างที่สุด เพราะพลังของสัจจะเป็นอำนาจสั่งการ มิติพลังงานที่ “เฉียบขาด” และไม่มีช่องว่างให้การบิดเบือนเข้าแทรกแซงได้ กลัว “พลังความกตัญญู” ที่ใสสะอาด ความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และเทวดาประจำตัว เป็นคลื่นความถี่สูงมาก (High Frequency) ซึ่งเทวดามิจฉาทิฏฐิที่มีพลังงานความถี่ต่ำกว่าจะไม่สามารถทนสู้รัศมีแสงสว่างนี้ได้ พลังความกตัญญูจะสร้าง “สนามพลังบุญ” ที่เข้มแข็งจนพลังงานมิติมืดเข้าไม่ถึง กลัว “ใจที่เบา สบาย และว่าง” เทวดามิจฉาทิฏฐิชอบเกาะกินอารมณ์ที่หนักหน่วง เช่น ความโลภ ความโกรธ หรือความอยากเด่นอยากดัง แต่จะกลัวและอึดอัดกับจิตที่อยู่ในสภาวะ “ใจเบา ใจสบาย” (มิติที่สูง) #เพราะจิตที่ว่างไม่มีจุดเกาะเกี่ยวให้เขาดึงเข้าสู่วงจรการแลกเปลี่ยนพลังงานที่ผิดทาง กลัว “การไม่เพ่งโทษผู้อื่น” ช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดที่เทวดามิจฉาทิฏฐิจะเข้าครอบงำได้คือ “รอยรั่วทางบุญ” ที่เกิดจากการนินทาและเพ่งโทษ หากเราปิดรอยรั่วนี้ได้ด้วยการไม่จับผิดใคร แต่มุ่งดูจิตตนเอง เรรจะกลายเป็นบุคคลที่ “#ไร้รอยต่อทางพลังงาน” ซึ่งมิติมืดไม่กล้าเข้าใกล้ กลัว…

  • กู้กลับแล้วหนาบารมีเก่า

    กู้กลับแล้วหนาบารมีเก่า#พบแล้วเทวดาประจำตัวการฝึกฝนในห้องเรียนไม่สนภาวะเปลือกนอก(ความแปดเปื้อน) ของจิตเช่นความโกรธความโลภ หรือรัก ความชอบหรือความไม่ชอบแต่จะชี้ตรงไปยังจิตส่วนลึกที่สุดเมื่อตัวรู้(จิต)กับสิ่งที่ถูกรู้(วัตถุ) กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเมื่อจิตกลายเป็นความตระหนักรู้บริสุทธิ์ในความตระหนักรู้อันนี้จะไม่มีภาวะแปลกปลอมจะไม่มีกระบวนการสร้างความคิดและไม่มีมโนทัศน์ด้านคู่ใดๆเกิดขึ้นจิตในระดับลึกที่สุดนี้ถ้าได้รับการฝึกฝนต่อให้จนถึงที่สุดก็จะนำไปสู่อิสรภาพการฝึก จิตส่วนลึกก็คือการกำจัดอุปาทานทั้งหลายแม้ในระดับละเอียดอ่อนให้สิ้นไปเมื่อนั้นจิตย่อมเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธะโลกไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากจิตของตนเอง

  • ความสุขของเด็กๆ

    ตามแนวทางของ แม่ครูน้อย ประตูธรรม ๕ หนเหนือ ในปี 2026 นี้ “#ความสุขของเด็ก“ ถูกมองว่าเป็นกระแส พลังบริสุทธิ์ ที่มีแรงสั่นสะเทือนสูงมาก และส่งผลต่อผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือ ผู้ที่สร้างความสุขนั้นดังนี้ คลื่นพลังงานดึงดูดโชคลาภ: เสียงหัวเราะและความร่าเริงของเด็กคือคลื่นความถี่ระดับสูง (High Frequency) ที่สามารถสลาย พลังงานยัน หรือความตึงเครียดในบ้านได้ เมื่อบ้านใดมีพลังงานความสุขของเด็กสถิตอยู่ #จะดึงดูดเทวดาฝ่ายสัมมาทิฐิให้เข้ามาประทานพรและช่วยให้ พลังงานทรัพย์ไหลเวียนดีขึ้น กระจกสะท้อนจิตผู้ใหญ่: หากเด็กในปกครองมีความสุข ร่าเริง และมีสัมมาคารวะ มักสะท้อนว่าผู้ใหญ่ในบ้านมีจิตที่สะอาดและมี สัจจะบารมี แต่ถ้าเด็กดื้อรั้นหรือหงุดหงิดง่าย อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ใหญ่มี พลังงานรั่ว หรือบันทึกจิตด้วยความเครียดจนส่งผลกระทบต่อเด็ก การบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์กตัญญู: การทำให้เด็กมีความสุขด้วยความรักและธรรมะ คือการวางรากฐาน พลังความกตัญญู ไว้ในจิตของเขาตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งจะเป็นเกราะคุ้มครองและนำพาความเจริญมาสู่ครอบครัวในอนาคต ทานบารมีที่บริสุทธิ์: การสร้างความสุขให้เด็ก (เช่น การมอบของขวัญ หรือโรงทานเด็ก) เป็นการทำบุญที่ไม่มีเงื่อนไข จิตที่ยินดีในความสุขของเด็กจะช่วยให้คุณเข้าสู่สภาวะ “ใจเบา ใจสบาย” ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดบารมี #ข้อแนะนำทางพลังงาน หากชีวิตเรากำลังติดขัด ลองไปสร้างความสุขให้กับเด็กๆ หรือเล่นกับเด็กด้วยใจที่เมตตาและเป็นกุศล…