Walk-in #กู้บารมี

?️

Walk-in #กู้บารมี

คือเมื่อวิญญาณของเราถูกแทนที่
#หรือรวมเข้ากับจิตวิญญาณ
#ของสิ่งมีชีวิตที่มีมิติสูงกว่า

ปรากฏการณ์นี้อาจคล้าย กับประสบการณ์ใกล้ตายแต่แทนที่จะเป็นคนที่กลับมาพร้อมกับความทรงจำของสิ่งมีชีวิตที่สูงขึ้นจากอีกด้านหนึ่ง

พวกเขานำสิ่งนี้กลับมาในร่างกายของพวกเขาอีกครั้ง อย่างแท้จริงเพื่อเผยแพร่ข้อความหรือ
บอกว่า

#ตัวตนที่สูงกว่ามีจริง

#นำกลับมาเพื่อ
ต่อปัญญาวิญญาณให้สูงขึ้น

#พูดตามหาเทวดาประจำตัว

Similar Posts

  • ธรรมชาติของจิตกำลังเล่นตลกกับคนประมาท

    ยิ่งทำงานมาก ยิ่งมักน้อยสันโดษ ยิ่งทำงานมาก ยิ่งไร้ซึ่งความอยากมีอยากได้อยากเป็น #เรากำลังพูดถึงผลลัพธ์จากการวางใจอันถูกต้องเมื่อลงมือทำงาน ตรงกันข้าม หากวางใจผิดย่อมได้สิ่งที่เป็นขั้วตรงข้าม ยิ่งทำงานมาก ยิ่งอยากได้ ยิ่งสำเร็จมากยิ่งอยากเป็น ยิ่งมีมากเท่าไหร่ กลับรู้สึกถึงความยากจน ไม่ปลอดภัย และความว่างเปล่า #ธรรมชาติของจิตกำลังเล่นตลกกับคนประมาท ความประมาทในที่นี้หมายถึง การไม่เคยระวังความโลภที่เกิดในใจตน จากเทพบุตรกลายเป็นมารร้าย แม้ได้อะไรๆ เท่าไหร่ไม่เคยพอ

  • วันครู

    #วันครู ครูกับนักเรียน ครูกับนักเรียนนับว่าเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกันมากที่สุดจนกระทั่งในอดีตยกย่องให้ครูเป็นบิดาคนที่สองของศิษย์ ผู้ปกครองเมื่อส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนก็ฝากความหวังไว้กับครู กล่าวคือมอบภาระต่าง ๆ ในการอบรมดูแล ลูกหลานของตนให้แก่ครู ดังนั้น #ครูจึงควรปฏิบัติหน้าที่ของครูให้สมบูรณ์ที่สุด และควรสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีระหว่างครูและศิษย์ให้แน่นแฟ้น ให้ศิษย์มีความรู้สึกฝังใจตลอดไป #วิธีการที่ครูควรจะทำต่อศิษย์ เช่น 1. สอนศิษย์ให้เกิดความสามารถในการเรียนรู้ในวิชาการต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่ครูจะกระทำได้ 2. สอนให้นักเรียนหรือศิษย์ของตนมีความสุขเพลิดเพลินกับการเล่าเรียนไม่เบื่อหน่าย อยากจะเรียนอยู่เสมอ 3. อบรมดูแลความประพฤติของศิษย์ให้อยู่ในระเบียบวินัยหรือกรอบของคุณธรรม ไม่ปล่อยให้ศิษย์กระทำชั่วด้วยประการทั้งปวง 4. ดูแลความทุกข์สุขอยู่เสมอ 5. เป็นที่ปรึกษาหารือ ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ศิษย์ #การประเมินผลหมายถึงการประเมินผลการเรียนการสอนนักเรียนซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งของครูเพราะการประเมินผลการเรียนการสอนเป็นการวัดความเจริญก้าวหน้าของศิษย์ในด้านต่างๆ #หากครูสอนแล้วไม่มีการประเมินผลหรือวัดผลครูก็จะ ไม่ทราบได้ว่าศิษย์มีความเจริญก้าวหน้าในด้านใดมากน้อยเพียงใด ดังนั้น ครูจึงควรจะระลึกอยู่เสมอว่า ณ ที่ใดมีการสอน ทีนั่นจะต้องมีการสอบ สำหรับการประเมินผลการเรียนการสอนของนักเรียนนั้น ครูสามารถใช้วิธีการต่าง ๆ ได้หลายวิธี ทั้งนี้อาจจะใช้หลาย ๆ วิธีในการประเมินผลครั้งหนึ่งหรือเลือกใช้เพียงวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ในการประเมินผลการเรียนการสอนนั้นมีหลายวิธี เช่น 1. การสังเกต หมายถึง การสังเกตพฤติกรรมการทำงาน การร่วมกิจกรรมกลุ่มหรือความตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียน เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์ หมายถึง การสัมภาษณ์เพื่อต้องการทราบความเจริญก้าวหน้าทางด้านการเรียนของนักเรียน…

  • ล้างเครื่อง จิตใจและคืนพลังงานลบที่แบก

    ๑๓/๒/๖๙ ล้างเครื่อง” จิตใจและคืนพลังงานลบที่แบก ไว้ตามแนวทางของ แม่ครูน้อย ประตูธรรม 5 หนเหนือ ให้เราหาที่สงบนิ่ง หายใจเข้าลึกๆ ให้ถึงท้อง แล้วกล่าวคำอธิษฐานนี้ด้วยใจที่เบาสบาย บทขอขมาและคืนพลังงานลบ “ข้าพเจ้า (ชื่อ-นามสกุล) ขอนอบน้อมต่อคุณพระรัตนตรัยและครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ รวมถึง เทวดาประจำตัว ที่คุ้มครองข้าพเจ้า ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอสำนึกผิดในทุกกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินผู้อื่นไว้ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ข้าพเจ้าขอ อโหสิกรรม ต่อเจ้ากรรมนายเวรและทุกดวงจิต และขอให้ทุกดวงจิตโปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ #คำกล่าวคืนพลังงาน พลังงานใด ที่ไม่ใช่ของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าเผลอหยิบฉวยมาแบกไว้ด้วยความห่วง ความกังวล หรือความโกรธแค้น ข้าพเจ้าขอส่งคืนกลับสู่เจ้าของเดิมด้วยความเมตตา ณ บัดนี้ พลังงานใด ที่เป็นของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าเผลอไปฝากไว้กับบุคคลอื่น สถานที่อื่น หรืออดีตที่ผ่านไปแล้ว ข้าพเจ้าขอเรียกกลับคืนมาสู่ดวงจิตที่บริสุทธิ์ของข้าพเจ้า เพื่อสร้างบารมีในปัจจุบันขณะ ขอให้ข้อมูลลบใน จิตใต้สำนึก ของข้าพเจ้าจางหายไปสู่ ความว่าง และขอรับพลังงานความสว่างเข้ามาเติมเต็มแทนที่ เพื่อชีวิตที่ธรรมดาแต่มีความสุขด้วยเทอญ” เคล็ดลับหลังกล่าวจบ เป่าลมยาวๆ: หลังจากกล่าวจบ…

  • สัญญาณและวิธีแก้ไขเมื่อเกิดสภาวะจิตสำนึกเสียในยุคนี้

    สภาวะที่ “จิตสำนึกเสีย”หมายถึงการที่ระบบคัดกรองความดีงามในใจเกิดการ “บิดเบี้ยว”หรือถูกปิดตายด้วยคลื่นความถี่ต่ำทำให้ดวงจิตสูญเสียเข็มทิศในการนำทางชีวิต #นี่คือสัญญาณและวิธีแก้ไขเมื่อเกิดสภาวะจิตสำนึกเสียในยุคนี้ 1. สัญญาณของ “จิตสำนึกเสีย”มองเห็นผิดเป็นชอบ: กล้าล่วงเกินผู้มีพระคุณ หรือ ดูถูกครูบาอาจารย์ โดยไม่รู้สึกผิด กลับมองว่าตนเองฉลาดกว่า หรือเก่งกว่าขาดความกตัญญู: ลืมเลือนบุญคุณของแผ่นดิน พ่อแม่ และผู้ที่เคยเกื้อกูล จิตจะมุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว (ความโลภนำหน้า)ผิดสัจจะโดยไม่สะดุ้งสะเทือน: พูดโกหกหรือรับปากแล้วไม่ทำจนเป็นนิสัย ทำให้ พลังจิต เสื่อมถอยและท่อพลังงาน บุญกับเงิน อุดตันสะสม Toxic คลื่น: ชอบเสพข่าวลบ นินทา และเพ่งโทษผู้อื่น จน บันทึกจิต เต็มไปด้วยขยะพลังงาน 2. ผลกระทบที่รุนแรงในปี 2569เงินหนีและโชคลาภปิด: เมื่อจิตสำนึกเสีย สนามพลังงานจะเกิดอาการ พลังยัน กับความมั่งคั่ง ทำให้ชีวิตติดขัดอย่างหนักสภาวะญาณบอด: มืดแปดด้าน ตัดสินใจผิดพลาดซ้ำๆ จนนำไปสู่หายนะ เพราะ เทวดาประจำตัว ไม่สามารถสื่อสารสัญญาณเตือนได้ ถูกคัดกรองออกจากมิติที่ 5ในยุคศรีวิไล #คนที่จิตสำนึกเสียจะอยู่ยากขึ้น เพราะคลื่นความถี่จะไม่ตรงกับกระแสโลกที่กำลังยกระดับ 3. วิธีแก้ไข แม่ครูน้อยเน้นย้ำว่า “ไม่มีคำว่าสายเกินไปหากคิดจะกลับตัว ”…

  • กำลังใจจาก #อีกา

    กำลังใจจาก #อีกา #นกชนิดเดียว…ที่สามารถอยู่เหนืออินทรีได้คืออีกา!#มันจะขึ้นขี่หลังพญาอินทรีและคอยจิกคอสร้างความรำคาญอยู่ตลอดเวลา …แต่พญาอินทรีจะไม่ตอบโต้ โจมตีและเสียเวลาไปตอแยกับมัน #เพียงแค่กางปีกให้กว้างและบินสูงขึ้นๆยิ่งสูงเท่าไหร่ อีกาก็ยิ่งหายใจลำบากเท่านั้น #แล้วมันก็จะเริ่มถอนตัวร่วงหล่นลงมาเพราะขาดอ๊อกซิเจนในอากาศ และหมดเรี่ยวแรงจะบิน  …เก็บแรงของคุณไว้บินให้สูงอย่าให้ราคากับคนที่ชิงชังเราเดี๋ยวเขาก็ตกต่ำเพราะทำตนเอง #เมื่อนั้นทุกอย่างจะราบรื่นโดยไม่ต้องออกแรง ดูน้อยลง

  • สิ่งที่ “เทวดามิจฉาทิฏฐิ” กลัวที่สุดคือ “ความซื่อตรงและความใสสะอาดของดวงจิต”

    “เทวดามิจฉาทิฏฐิ” (เทวดาที่ยังมีความยึดติดในอัตตา ชอบการสรรเสริญ หรือมีมิติจิตที่ไม่บริสุทธิ์) จะมีความเกรงกลัวต่อสภาวะพลังงานบางประการที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ กลัว “สัจจะบารมี” ที่เด็ดขาด เทวดากลุ่มนี้มักทำงานผ่านการล่อลวงหรือการต่อรอง แต่จะเกรงกลัวผู้ที่รักษา สัจจะ (พูดคำไหนทำคำนั้น) อย่างที่สุด เพราะพลังของสัจจะเป็นอำนาจสั่งการ มิติพลังงานที่ “เฉียบขาด” และไม่มีช่องว่างให้การบิดเบือนเข้าแทรกแซงได้ กลัว “พลังความกตัญญู” ที่ใสสะอาด ความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และเทวดาประจำตัว เป็นคลื่นความถี่สูงมาก (High Frequency) ซึ่งเทวดามิจฉาทิฏฐิที่มีพลังงานความถี่ต่ำกว่าจะไม่สามารถทนสู้รัศมีแสงสว่างนี้ได้ พลังความกตัญญูจะสร้าง “สนามพลังบุญ” ที่เข้มแข็งจนพลังงานมิติมืดเข้าไม่ถึง กลัว “ใจที่เบา สบาย และว่าง” เทวดามิจฉาทิฏฐิชอบเกาะกินอารมณ์ที่หนักหน่วง เช่น ความโลภ ความโกรธ หรือความอยากเด่นอยากดัง แต่จะกลัวและอึดอัดกับจิตที่อยู่ในสภาวะ “ใจเบา ใจสบาย” (มิติที่สูง) #เพราะจิตที่ว่างไม่มีจุดเกาะเกี่ยวให้เขาดึงเข้าสู่วงจรการแลกเปลี่ยนพลังงานที่ผิดทาง กลัว “การไม่เพ่งโทษผู้อื่น” ช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดที่เทวดามิจฉาทิฏฐิจะเข้าครอบงำได้คือ “รอยรั่วทางบุญ” ที่เกิดจากการนินทาและเพ่งโทษ หากเราปิดรอยรั่วนี้ได้ด้วยการไม่จับผิดใคร แต่มุ่งดูจิตตนเอง เรรจะกลายเป็นบุคคลที่ “#ไร้รอยต่อทางพลังงาน” ซึ่งมิติมืดไม่กล้าเข้าใกล้ กลัว…