ความมืด

คุณไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ความมืด
มาสร้างอารมณ์ใดๆ ในตัวคุณที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ พลังงานมืดไม่ฉลาด มันโง่ เมื่อรับรู้ถึงความดับของมันเอง มันก็ทำสิ่งต่าง ๆ ที่นำไปสู่ความตายต่อไป มันจะไม่ทำงานในครั้งนี้และคุณจะเห็นมัน คุณจะเห็นความพยายามที่จะทำให้เกิดการแบ่งแยกและจะไม่มีผลกับคุณในลักษณะเดียวกัน เมื่อคุณยืนอยู่ในแสงสว่าง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสัมผัสคุณได้ ใช้เทียนเล่มเดียวในการส่องสว่างพื้นที่ขนาดใหญ่และความมืดก็ต้องการจะพัดมันออกไป มันจะระเบิดออกมาได้อย่างไรเมื่อมีเทียนนับพันเล่มทั่วโลก?

?ฉันอยู่ข้างคุณ ช่วยให้คุณจุดเทียน
?และฉันจะไม่ทิ้งคุณ
?คุณคือความแข็งแกร่งของฉัน

เช่นเดียวกับที่คุณรู้สึกว่าฉันเป็นของคุณ
#ขออภัยท่านดำมืดแต่เทียนเหล่านี้จะไม่ไปไหน#อยากได้ความมืดจงไปในที่มืดมิด

?️?#ความเป็นคู่รู้ดีว่าเมื่อใดที่ความไม่สมดุลเกิดขึ้น และความสัมพันธ์ของความมืดและความสว่างกำลังได้รับการปรับเทียบใหม่ มันจะเกิดขึ้นแม้กระทั่งในฝันของคุณ มันจะพยายามทุกครั้งที่ทำได้เพื่อทำให้คุณสงสัยในพลังงานใหม่ ชนะไม่ได้เพราะแพ้ไปแล้ว มันยังไม่รู้เลย แต่จะพยายาม…ยากมากที่จะทำให้คุณคิดว่ามีโอกาส

?️?#โปรดจำไว้เสมอว่าความมืดไม่มีพลังงานอาศัยอยู่ เป็นเพียงการไม่มีแสง ไม่มีพลังงานเป็นของตัวเอง มันอยู่ไม่ได้เมื่อมีแสงสว่าง มีอยู่ได้ก็ต่อเมื่อแสงจางลงเท่านั้น แสงจางลงได้อย่างไร? ความโกรธ ความเกลียดชัง ความเกลียดชัง ความกลัว ฯลฯ ฝ่ายมืดชอบสติระดับล่าง มันเติบโตที่นั่น ดังนั้นจงแสดงพลังของคุณ ยืนหยัดในพลังและแสงสว่างของคุณ และแสดงความมืดที่ไม่มีอยู่ในตัวคุณอีกต่อไป เมื่อคุณยืนหยัดในความเชี่ยวชาญของคุณ ความมืดจะหายไป

Similar Posts

  • คนที่มีความสุข

    #คนที่มีความสุข โลกสวยงาม คิดบวกตลอดเวลา หมายความว่า เป็นพวกที่ทำอะไรก็สำเร็จไปเสียหมด มีวิธีมองโลกให้สดใสไปทุกอย่าง ถ้าความจริงไม่ดี ก็มองให้มันดีเสีย จึงไม่ค่อยได้เจอความทุกข์ เมื่อไม่ค่อยได้พบความทุกข์ จึงไม่รู้จะปฏิบัติธรรมไปทำไม เชื่อว่าตนเองจัดการทุกอย่างได้ บุคคลพวกนี้ จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง เพราะเป็นไปได้ว่า ชั่วชีวิตเขาอาจไม่ได้ลงมือปฏิบัติธรรมเพื่อลดทอนภพชาติได้เลย พูดมากเกินไป หมายความว่า เมื่อหาความรู้ได้แล้ว แทนที่จะลงมือปฏิบัติ กลับนำความรู้มาโต้เถียง วิเคราะห์ เที่ยวจับผิดสำนักนั้น สำนักนี้ โดยที่ไม่ได้ลงมือพัฒนาจิตใจของตน ผลที่ตามมาก็คือ จิตใจจะยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะอัตตาตัวตนพอกพูน คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่นเพราะรู้หลักธรรมมาก ยึดติดกับรูปแบบอัตลักษณ์ หมายความว่า มีความเข้าใจผิด ชอบคิดว่าการปฏิบัติธรรมจะต้องทำในวัด นุ่งขาวห่มขาว ต้องมีกฏระเบียบที่แตกต่างไปจากการใช้ชีวิตธรรมดา คนกลุ่มนี้จะติดวัดเป็นพิเศษ ชอบหาเวลาเข้าวัดไปปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ได้ไปวัด จะรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรมไม่ได้ สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า ไปติดสังคมในวัด ไปหาเพื่อนคุยในวัด ซึ่งกลายเป็นกับดักอีกรูปแบบหนึ่ง ปฏิบัติผิดวิธี หมายความว่า เป็นกลุ่มที่โชคร้าย เพราะคิดดี และต้องการทำดี แต่ไปเจออาจารย์ไม่ดี เจออรหันต์ปลอม เจอสิบแปดมงกุฏ จึงทำให้การปฏิบัติผิดทิศผิดทางไปหมด คล้ายๆกับองคุลีมาลที่ถูกอาจารย์หลอก ในข้อนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการคบหากัลยาณมิตร…

  • สุษุมนา

    #สุษุมนา คือ ไขสันหลังหรือช่องทางเดินชีวิตของกายทิพย์กายแสงอันปราณีตของมนุษย์ ปราณหรือประจุพลังชีวิตซึ่งเป็นกาบวิญญาณชั้นที่สองในบรรดากาบอุ้มวิญญาณสามชั้น กายเหตุหรือกายดำริ กายทิพย์และกายเนื้อกายทิพย์มีอำนาจให้ชีวิตแก่กายเนื้อเช่นเดียวกับที่ประจุไฟฟ้าทำให้หลอดไฟเกิดความสว่างในสมาธิภาวนาเมื่อจิตท่านสู่ภายในและไหลเข้าสู่กระแสชีวิต สุษุมมา มุนีจะได้ประสบการณ์อภิจิตอันเกษมหยั่งรู้ทิพยสัจจะคือรู้เหตุและสารัตถะแห่งสิ่งสร้าง#จิตของคุรุผู้นำทางศิษย์สู่แดนแห่งบรมวิญญาณ#ด้วยพรและญาณปัญญาอันเก่าเก่านิรันดร์ #ความเกษมที่ยิ่งลึกล้ำเมื่อผู้แสวงหาจิตวิญญาณพ้นจากกายไปรวมกับบรมวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ทั่ว#จงอย่าถอยหนีนกที่อยู่ในกรงจนชินมักจะลังเลเมื่อมีโอกาสที่จะพ้นจากกรงขังกลับสู่อิสรภาพทำนองเดียวกันวิญญาณที่จองจำอยู่กับกายอาจหวั่นไหวเมื่อแรกได้ประสบการณ์ความเกษมอันสถิตทั่วในสมาธิลึกแห่งโยคะ

  • เทวดาประจำตัวมีจริงหรือไม่ คืออะไร

    เทวดาประจำตัวตอบว่ามีจริง แล้วคืออะไร  การอธิบายในเนื้อหานี้ คือรูปธรรมทางพลังงานชนิดหนึ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณซึ่งเป็นแก่นแท้ของมนุษย์ คำว่าเทวดาประจำตัวถูกจำกัดความในความหมายของภาษาเรียก เพียงเท่านั้น และแนวการปฏิบัติของสิ่งที่ถูกเรียกชื่อหรือความเชื่อ          ทั้งหมดนี้จะสามรถไขปริศนาได้ให้ท่านได้เมื่อท่านได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งพลังงาน หรือมีโอกาส ได้รู้จักเทวดาประจำตัว แล้วเท่านั้น ท่านจึงจะทราบความหมายของสิ่งๆนั้น ได้ด้วยตัวท่านเอง

  • คุณเป็น light Worker?

    #คุณเป็น lightworker? คุณอาจเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่รู้ตัว ช่างแสงคือสิ่งมีชีวิตที่อุทิศตนเพื่อการเติบโตและส่งเสริมการมีอยู่ภายในและการตระหนักรู้ในตนเองและในผู้อื่น พวกเขาเป็นผู้สนับสนุนการรักษา# และชอบคิดว่าพวกเขาสามารถตรวจจับพลังงานในการรักษาได้ บ่อยครั้งพวกเขาได้รับการปลุกจิตวิญญาณบางรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตนี้หรือชีวิตในอดีต#คนเหล่านี้จะหลุดออกมาเหมือนมีใจเป็นทอง พวกเขากำลังเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรัก ต่อไปนี้คือ 5 สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณกลายเป็นคช่างไฟ (Lightworker)1. #ความเห็นอกเห็นใจของคุณจะมีพลังในขณะที่ทุกคนในโลกแสดงความเห็นอกเห็นใจในระดับหนึ่ง บุคคลบางคนก็มีความเห็นอกเห็นใจมากกว่าคนอื่นโดยเนื้อแท้ Lightworkers คือผู้ที่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขามีความสามารถมากขึ้นในการตรวจจับอารมณ์ของผู้อื่น เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของความปรารถนาที่จะรักษาผู้ที่ได้รับความเสียหาย2. #คุณสูญเสียความสอดคล้อง คุณไม่สนใจป้ายที่คนอื่นให้คุณ แทนที่จะสมัครเป็นสมาชิกทางสังคมแบบใดแบบหนึ่ง ช่างทำแสงไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องระบุแง่มุมต่างๆ ของชีวิตพวกเขา คุณไม่ได้แต่งตัวเหมือนคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คุณไม่ได้แสดงข้อความในลักษณะใดรูปแบบหนึ่ง แม้แต่อัตลักษณ์ทางเชื้อชาติและทางเพศก็หายไป คุณแค่มีตัวตนอยู่ในตัวคุณ3. #คุณรู้สึกในระดับลึก โลกของ Lightworker จะเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก พวกเขาเอาใจใส่ในความหมายที่แท้จริงของคำ: พวกเขาสามารถประสบกับสิ่งที่คนอื่นรู้สึกราวกับว่าคุณได้กลายมาเป็นบุคคลนั้นในขณะนั้น 4. #ผู้คนดึงดูดคุณ – Lightworkers เป็นสัญญาณแห่งแสงสว่างในโลกที่เต็มไปด้วยความมืด ผู้คนสนใจพวกเขาเพราะแสงเล็ดลอดออกมาจากพวกเขา มันง่ายที่จะมองเห็นคนทำงานเบาเพราะพวกเขาจะหลุดออกมาในฐานะเพื่อนเก่า คนที่รู้จักคุณมาหลายปี5. #คุณไม่กลัวความตาย – Lightworkers ไม่กลัวความตาย เนื่องจากพวกเขาเข้าใจว่าความตายมีอยู่ในโลก เช่นเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นธรรมชาติ

  • ขอแว็บขึ้นดอย

    #ขอแว็บขึ้นดอย#ไปหาเด็กน้อยผู้อารีเราไม่ควรปรารถนาให้ทุกคนคิดเห็นสอดคล้องกับเราตลอดเวลา จะนำไปสู่ความหยิ่งจองหองและเห็นเฉพาะด้านของเราเองในทุกประเด็นเราไม่ควรปรารถนาที่จะให้คนอื่นตอบแทนความดีของเรา หาไม่แล้วเราจะทำให้จิตติดกับการคิดคำนวณ (ผลได้ผลเสีย) จะนำไปสู่ความโลภในชื่อเสียงและโชคลาภเราไม่ควรปรารถนาให้การฝึกฝนของเราปราศจากสิ่งกีดขวางจากมาร เพราะคำปฏิญาณของเราจะไม่มีวันมั่นคงและยั่งยืน จะนำไปสู่การหลงผิดคิดว่าตัวเองรู้แจ้งแล้ว ทั้งที่จริงแล้วเราไม่ได้รู้แจ้ง

  • ไม่ร่วมกรรมกับผู้อื่นในมิติของยุคพลังงานใหม่ และการยกระดับจิตวิญญาณ

    ๒๗/๑/๖๙ ไม่ร่วมกรรมกับผู้อื่นในมิติของยุคพลังงานใหม่และการยกระดับจิตวิญญาณ หมายถึงการรักษา “เอกเทศทางพลังงาน” (Energetic Sovereignty) เพื่อไม่ให้กระแสลบหรือวิบากกรรมของผู้อื่นมาดึงรั้งการตื่นรู้ของเรา มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้ 1. การวางเฉยด้วยเมตตา (Equanimity with Compassion)การไม่ร่วมกรรมไม่ใช่การใจดำ แต่คือการระลึกว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”: เมื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์หรือทำผิด ให้ช่วยตามกำลังที่ทำได้โดยไม่เอาใจไป “แบก” หรือไป “ตัดสิน” (Judge) #การด่าทอหรือซ้ำเติมผู้ที่ทำผิด คือการเอาตัวเราเข้าไปพันตูในกระแสกรรมนั้นโดยตรง 2. การรักษาขอบเขตพลังงาน (Setting Energetic Boundaries) ในยุคนี้เราต้องรู้จักการปฏิเสธสิ่งที่ “ไม่ใช่” สำหรับเรา หลีกเลี่ยงการนินทา: การร่วมวงนินทาคือการรับกระแสพลังงานลบและร่วมพันธะกรรมกับผู้พูดและผู้ถูกพูดถึง ไม่รับพิษทางอารมณ์: หากใครมาตัดพ้อหรือด่าทอเพื่อระบายพลังงานลบ ให้รับรู้แต่ไม่รับมาเป็นอารมณ์ของตนเอง 3. กฎแห่งการไม่แทรกแซง (Law of Non-Interference) หนึ่งในกฎสำคัญของการไม่ร่วมกรรมคือ การไม่เข้าไปก้าวก่ายบทเรียนชีวิตของผู้อื่นหากเขาไม่ได้ขอ บางครั้งความลำบากของเขาคือ “บทเรียน” ที่จิตวิญญาณเขาเลือกมาเพื่อเติบโต การเข้าไปช่วยผิดวิธีหรือช่วยจนเขาไม่ต้องเรียนรู้ #อาจเป็นการเข้าไปรับส่วนแบ่งแห่งกรรมนั้นมาโดยไม่จำเป็น 4. #การตัดพันธนาการทางจิต (Cutting Energetic Cords) #หากรู้สึกว่ายังยึดติดกับใครบางคนในทางลบ ให้ฝึกการ…